โรคข้อเข่าเสื่อม รู้ทันอาการและสาเหตุพร้อมวิธีการรักษาที่ถูกต้อง
บทความโดย: วันที่อัพเดท: 14 กรกฎาคม 2569

อาการปวดเข่าเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ในวัย 50 ปีขึ้นไป อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคข้อเข่าเสื่อม แม้อาการเบื้องต้นจะไม่รุนแรงแต่หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้อาการทรุดและรุนแรงขึ้นตามลำดับ รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันได้
ดังนั้นผู้ที่มีอาการปวดข้อเข่าติดต่อกันเป็นระยะเวลานานควรสังเกตอาการ และไปโรงพยาบาลในกรณีที่อาการเจ็บปวดไม่มีท่าทีจะดีขึ้น เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและหาหนทางการรักษาต่อไปให้ทันท่วงที
KEY TAKEAWAY
- เข่าเสื่อมเป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ส่งผลให้เกิดอาการปวด ข้อฝืด และเคลื่อนไหวได้ลำบาก
- โรคเข่าเสื่อมไม่ได้พบเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เข่าเสื่อมวัยทำงานก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการใช้งานข้อเข่าซ้ำ ๆ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- การสังเกตอาการเข่าเสื่อมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเข้ารับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสม จะช่วยวางแผนการรักษาได้ทันท่วงที
- เข่าเสื่อมรักษาได้หลายวิธี ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม การใช้ยา กายภาพบำบัด การรักษาทางชีวภาพ ไปจนถึงการผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้
- การออกกำลังกายที่เหมาะสม ควบคุมน้ำหนัก และเสริมสร้างกล้ามเนื้อต้นขา มีส่วนช่วยลดแรงกดต่อข้อเข่าและชะลอการเสื่อมของข้อ
สารบัญบทความ

โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) คือ การที่กระดูกอ่อนผิวข้อเสื่อมในด้านของรูปร่างและโครงสร้าง ส่งผลต่อการทำงานของกระดูกข้อต่อและกระดูกบริเวณใกล้ข้อ ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมได้ และอาจเสื่อมสภาพ อาการรุนแรงกว่าเดิมตามลำดับ
อาการปวดมักสัมพันธ์กับอิริยาบถที่ส่งแรงกดทับข้อเข่า เช่น การนั่งงอเข่า การย่อตัว การเดินเป็นระยะเวลานาน การกระโดด หากปล่อยไว้โดนไม่มีการบรรเทาใด ๆ อาจทำให้อาการทรุดและเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตได้ เช่น เข่าโก่ง เดินลำบาก ไม่สามารถงอหรือยืดเข่าได้สุด
โรคข้อเข่าเสื่อมมักเกิดจากการเสื่อมสภาพของข้อเข่าที่ถูกใช้งานเป็นระยะเวลานาน จนทำให้บริเวณนั้นเกิดการสึกหรอ เมื่อไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนใหม่ได้ จึงส่งผลให้โครงสร้างการทำงานของกระดูก รวมไปจนถึงกระดูกใกล้ๆ ข้อเข่าเปลี่ยนแปลงไป จนความเสื่อมทวีคูณความรุนแรงขึ้น โดยสาเหตุเข่าเสื่อมเกิดจากอะไรบ้างสามารถแบบออกเป็น 2 ประเภท
- การเสื่อมแบบปฐมภูมิเป็นความเสื่อมแบบไม่รู้สาเหตุ เกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนตามวัย โดยมักจะเริ่มพบโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากอายุที่เพิ่มขึ้นแล้วก็มีปัจจัยอื่นที่อาจเร่งให้กระดูกข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้นได้
- เพศหญิงมีโอกาสเป็นโรคเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุได้มากกว่าผู้ชาย
- น้ำหนักตัวมากเกินมาตรฐาน
- พฤติกรรมบางแบบทำให้มีแรงกดต่อข้อเข่าที่มากกว่าเดิม เช่น การนั่งคุกเข่า การนั่งพับเพียบ-ขัดสมาธิ
- ความบกพร่องในส่วนประกอบของข้อ เช่น ข้อต่อหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง
- กรรมพันธุ์
- ความเสื่อมแบบทุติยภูมิเป็นความเสื่อมแบบรู้สาเหตุเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น อุบัติเหตุ หรืออาการบาดเจ็บที่ข้อต่อ เอ็นร้อยหวายอักเสบเอ็นเข่าอักเสบจากกีฬาหรือการทำงาน นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์โรคเก๊าท์ ข้ออักเสบติดเชื้อ กระดูกรอบหัวเข่าแตกหัก การติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ ฯลฯ
>> อยากรู้เสียงในหัวเข่าอันตรายไหม อ่านเพิ่มเติมได้ที่ "หัวเข่ามีเสียงกรอบแกรบ"

|
ระยะของโรคเข่าเสื่อม
|
การเปลี่ยนแปลงของกระดูก
|
ลักษณะอาการ
|
|
ข้อเข่าเสื่อมระยะเริ่มต้น
|
มีกระดูกงอกเล็กน้อย
|
อาการเข่าเสื่อมจะปวดเข่าเจ็บข้อเข่า เมื่อใช้งานเป็นเวลานาน
|
|
ข้อเข่าเสื่อมระยะปานกลาง
|
มีกระดูกงอกมากอย่างชัดเจน มีเสียงดังกรอบแกรบในขณะที่ขยับบริเวณข้อเข่า
|
ปวดและรู้สึกตึง เริ่มลุกจากเก้าอี้ได้ลำบาก งอเข่าแทบไม่ได้และมีผลต่อกิจวัตรประจำวัน
|
|
ข้อเข่าเสื่อมระยะสุดท้าย
|
ช่องว่างข้อแคบลงมากและมีกระดูกเสียดสีกัน มีการตรวจพบน้ำในช่องข้อ
|
ปวดรุนแรงมากขึ้น ปวดตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องอยู่ในอิริยาบถที่มีแรงกดผิวต่อข้อเข่าใช้ชีวิตประจำวันได้ลำบาก
|
โดยปกติร่างกายของเราจะส่งสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นซึ่งจะมีระดับความรุนแรงของอาการหลายระยะ ได้แก่
ระยะแรก
- มีอาการปวดเข่า เจ็บข้อเข่า ในท่าทางที่มีแรงกดต่อผิวข้อเข่าเยอะ เช่น การนั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ-ขัดสมาธิ การเดินเป็นระยะเวลานาน
- อาจมีอาการข้อเข่าติด ฝืดตึงร่วมด้วย เช่น การขยับเข่าได้ลำบากในช่วงหลังตื่นนอน หรืองอเข่าได้ไม่สุด
- ในระยะแรก อาการปวดตึงจะอยู่ไม่นานและหายได้เอง
ระยะปานกลาง
- นอกจากการปวดและรู้สึกตึงแล้ว ข้อเข่าจะมีเสียงดังกรอบแกรบในขณะที่ขยับบริเวณข้อเข่า
- เริ่มลุกจากเก้าอี้ได้ลำบาก งอเข่าแทบไม่ได้
- หากใช้มือกดแล้วจะมีความรู้สึกเจ็บ และบริเวณข้อเข่าจะเกิดอาการเข่าบวม
ระยะรุนแรง
- มีอาการปวดรุนแรงมากขึ้น ปวดตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องอยู่ในอิริยาบถที่มีแรงกดผิวต่อข้อเข่า
- หากสัมผัสบริเวณข้อจะมีอาการบวม ร้อน หรือมีส่วนกระดูกงอ
- มีการตรวจพบน้ำในช่องข้อ ข้อเข่าโก่ง หลวม บิดเบี้ยวผิดรูป
- อาการปวดสามารถแล่นไปถึงกระดูกสะบ้าได้เมื่อเกร็งช่วงต้นขา และกล้ามเนื้อต้นขาลีบ ใช้ชีวิตประจำวันได้ลำบาก
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดเข่า เข่าบวม อาจจะต้องหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มบางประเภท โดยสามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับปวดเข่าห้ามกินอะไรเพิ่มเติมได้ที่นี่
หากมีอาการปวดเป็น ๆ หาย ๆ ข้อบวม ปวดขาตอนกลางคืน รับประทานยาแก้ปวดแล้วก็ไม่ดีขึ้นเป็นระยะเวลา 6 เดือนขึ้นไป ควรเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวินิจฉัย และรับการรักษาให้รวดเร็วและเหมาะสมที่สุดเพื่อป้องกันอาการรุนแรงในอนาคต

แพทย์จะทำการตรวจประเมิน รวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาวิเคราะห์และวินิจฉัยแยกโรค โดยแนวทางการวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม มีดังนี้
- แพทย์จะทำการประเมินเบื้องต้นก่อนสำหรับผู้เข้ารักษาทั่วไป
- การส่งตรวจเอกซเรย์ แพทย์อาจส่งผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมตรวจเอกซเรย์เพื่อหาช่องว่างระหว่างกระดูกบริเวณข้อเข่าว่ามีช่องว่างมากเพียงใด และหาแนวโน้มปุ่มกระดูกที่อาจเกิดบริเวณรอบข้อเข่า ซึ่งนอกจากการเอกซเรย์แล้วอาจมีสั่งให้ทำ MRI ด้วยหากต้องการภาพของกระดูก เนื้อเยื่อ และกระดูกอ่อนรอบข้อเข่าที่ชัดขึ้น เพื่อวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆออกไป
- การเจาะเลือด โดยการเจาะเลือดช่วยให้แยกสาเหตุอื่นออกได้ เช่น โรคข้ออักเสบ

เข่าเสื่อมรักษาได้หลายวิธี โดยในระยะเริ่มต้นแพทย์มักพิจารณาการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เพื่อบรรเทาอาการและช่วยให้ข้อเข่าทำงานได้ดีขึ้น
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
ในผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง แพทย์มักพิจารณาเริ่มรักษาด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดก่อน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอาการปวด ฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของข้อเข่า และชะลอการเสื่อมของข้อให้ได้มากที่สุด
- การออกกำลังกาย: ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ทำให้ข้อเข่ารับแรงกดน้อยลง และช่วยบรรเทาอาการในผู้ที่มีเข่าหลวมได้ในบางกรณี ทั้งนี้ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด
- การใช้ยาและอาหารเสริม: แพทย์อาจพิจารณาให้ยาแก้ปวดเข่าเพื่อลดอาการปวดข้อ ช่วยในการใช้ชีวิตประจำวัน อาจเป็นยาแบบรับประทานหรือฉีดก็ได้
- การทำกายภาพบำบัด: ช่วยบรรเทาอาการปวดบริเวณข้อ เช่น การใช้เลเซอร์รักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายผู้ป่วยช่วงก่อนและหลังการผ่าตัด
- การรักษาทางชีวภาพ (Biological Therapy): แพทย์อาจพิจารณาการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า (Hyaluronic Acid) เพื่อเพิ่มความหล่อลื่นภายในข้อ หรือการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้นของผู้ป่วย (Platelet-Rich Plasma: PRP) เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดและลดความฝืดของข้อเข่า
- การดูแลร่วมกับสมุนไพร: เป็นการรักษาด้วยการใช้สมุนไพรแก้ปวดเข่า เช่น เถาวัลย์เปรียง ขิง และ เพชรสังฆาต เป็นต้น
การรักษาแบบผ่าตัด
ในกรณีที่ข้อเข่าเสื่อมมีอาการรุนแรง หรือการรักษาแบบไม่ผ่าตัดไม่สามารถบรรเทาอาการได้ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัด โดยเลือกวิธีที่เหมาะสมตามระดับความรุนแรงของโรคและสภาพร่างกายของผู้ป่วย
- การผ่าตัดส่องกล้องข้อเข่า (Arthroscopic Surgery):เป็นการผ่าตัดผ่านแผลขนาดเล็ก โดยใช้กล้องส่องข้อเพื่อให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างภายในข้อเข่าได้อย่างชัดเจน เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหมอนรองเข่าฉีก เอ็นข้อเข่าบาดเจ็บ กระดูกอ่อนเสียหาย หรือข้อเข่าล็อก ทั้งนี้ แพทย์จะพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Arthroplasty): เป็นแนวทางการรักษาสำหรับผู้ที่อยู่ในระยะที่รุนแรง ซึ่งมีอาการปวดเรื้อรังและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การผ่าตัดช่วยลดอาการปวด ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว และเพิ่มคุณภาพชีวิต โดยสามารถแบ่งเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด หรือเปลี่ยนเฉพาะบางส่วน ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์

ศูนย์ผ่าตัดข้อเข่าเทียมโรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ เป็นศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโรคกระดูกและข้อ มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อไหล่ และข้อศอก รวมถึงภาวะหมอนรองเข่าฉีก เข่าหลวมและเข่าบวมน้ำ โดยให้บริการตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษาด้วยยา การทำกายภาพบำบัด ไปจนถึงการผ่าตัดรักษาด้วยทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ
- ใช้ยาดมสลบ หรือยาชาที่บริเวณไขสันหลัง เพื่อป้องกันความเจ็บปวดและอำนวยความสะดวกในการผ่าตัด
- เมื่อยาออกฤทธิ์แล้ว แพทย์ผ่าตัดเปิดแผลบริเวณข้อเข่า ขนาด 8-10 เซนติเมตร
- นำผิวกระดูกส่วนที่มีการเสื่อมสภาพออก โดยแต่ละบริเวณอาจมีความหนาที่แตกต่างกัน เช่น กระดูกส่วนต้น ความหนาประมาณไม่เกิน 9-10 มิลลิเมตร กระดูกหน้าแข้ง ไม่เกิน 10 มิลลิเมตร และกระดูกสะบ้า ไม่เกิน 8 มิลลิเมตร
- จากนั้นนำวัสดุข้อเข่าเทียมฝังเข้าไปแทนที่บริเวณที่มีการเสื่อมสภาพ
- ในขณะเดียวกัน ต้องมีการปรับแต่งเส้นเอ็นบริเวณรอบข้อเข่า เพื่อให้มีความตึงที่เหมาะสม ข้อเข่าอยู่แนวตรง ไม่โก่งงอ
- ขั้นตอนการผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมทั้งหมด ใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง - 1 ชั่วโมง 15 นาที
- หลังการผ่าตัดหัวเข่า หากยาที่ใช้ในการผ่าตัดหมดฤทธิ์แล้ว ผู้เข้ารับการผ่าตัดสามารถขยับข้อเข่า หรือใช้งานข้อเข่าได้ทันทีในวันแรก
หลังผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม มีความเป็นไปค่อนข้างน้อยที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าที่เป็นอันตรายกับผู้ป่วย ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดได้ ได้แก่อาการดังต่อไปนี้
- เลือดคั่งบริเวณที่ผ่า สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเพื่อนำก้อนเลือดออก
- แผลแยก แผลผ่าตัดเข่าฉีกขาด
- ข้อเข่าไม่มั่นคง
- การติดเชื้อ มีความเป็นไปได้อยู่ประมาณ 2%
- ภาวะแทรกซ้อนด้านหัวใจ เกิดได้จากการเสียเลือดและการให้เลือดจำนวนมาก อาจส่งผลให้หัวใจทำงานหนักจนเกิดภาวะหัวใจวาย
- ภาวะเส้นเลือดดำอุดตัน เกิดจากลิ่มเลือดไปติดที่กล้ามเนื้อหัวใจและปอด ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว พบได้ในคนผิวขาวมากกว่าผิวเหลือง แต่สามารถป้องกันได้โดยเริ่มขยับขาสองข้างให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ลดโอกาสการเกิดการอุดตัน รวมถึงการใช้ยาเพื่อป้องกันการอุดตันโดยส่วนใหญ่มักจะเริ่มให้ยาวันที่ 1-2 หลังการผ่าตัดยาวประมาณ 1-2 สัปดาห์
- ประคบเจลเย็นบริเวณแผลผ่าตัดเข่าเสื่อมได้ตามความต้องการ
- ใช้หมอนหนุนขาข้างที่ผ่า ยกปลายเท้าให้สูงขึ้นเพื่อลดอาการบวม และขยับปลายเท้าขึ้นลงเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
- ทำกายภาพบำบัดตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่การฝึกงอและเหยียดขา ไปจนถึงการฝึกยืนลงน้ำหนัก
- ระมัดระวังการเข้าห้องน้ำโดยเฉพาะในการนั่งชักโครก
- พยายามฝึกการเดินด้วยอุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน หากผู้ป่วยสามารถเดินด้วยเครื่องช่วยพยุงได้ดี มั่นคง สามารถกลับบ้านได้ตามดุลพินิจของแพทย์ มักเป็นระยะเวลา 5-10 วันหลังผ่าตัดหัวเข่า
- เมื่อกลับบ้านได้แล้ว คนไข้ต้องบริหารข้อให้สม่ำเสมอเป็นกิจจะลักษณะ โดยปกติจะสามารถเดินด้วยไม้เท้าได้ 6 สัปดาห์หลังการผ่า และขับรถได้ 7-8 สัปดาห์หลังการผ่าหัวเข่า
นอกจากข้อปฏิบัติเบื้องต้นดังที่กล่าวมาแล้ว หากคนไข้มีคำถาม เช่น เข่าเสื่อมห้ามกินอะไร หรืออาการที่ข้องใจ สามารถสอบถามแพทย์หรือพยาบาลได้เพื่อการดูแลรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
ข้อเข่าเสื่อมไม่ใช่ปัญหาที่พบเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ปัจจุบันเข่าเสื่อมวัยทำงานก็มีแนวโน้มพบได้มากขึ้นจากการใช้งานข้อเข่าซ้ำ ๆ น้ำหนักตัวเกิน หรือพฤติกรรมที่เพิ่มแรงกดต่อข้อเข่า การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยชะลอการดำเนินของโรคและคงประสิทธิภาพการใช้งานของข้อเข่าได้ในระยะยาว
หากมีอาการที่สงสัยว่าเป็นโรคเข่าเสื่อม เช่น ปวดข้อเข่า, ข้อฝืด หรือเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก ไม่ควรละเลยหรือปล่อยให้อาการรุนแรงขึ้น ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับระยะของโรค เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มคุณภาพชีวิต
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
References
Marijke Vroomen Durning, RN. (2025, June 16). What Is Knee Osteoarthritis?. WebMD. https://www.webmd.com/osteoarthritis/ostearthritis-of-the-knee-degenerative-arthritis-of-the-knee
Shane Anderson. (2554). Why is Osteoarthritis an Age-Related Disease., (Online). Available https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC2818253/
Knee Osteoarthritis. (n.d.). Physiopedia. https://www.physio-pedia.com/Knee_Osteoarthritis
ทำไมคนไทยถึงสถิติเป็นโรคนี้มากกว่าคนแถบตะวันตก?
ปัจจัยไม่ได้เกิดจากเชื้อชาติเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ข้อเข่า วิถีชีวิตของคนไทยมักใช้เข่าบ่อย ๆ เช่น การนั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือคุกเข่า
พฤติกรรมใดบ้างที่ถือเป็นการใช้ข้อผิดวิธีและควรหลีกเลี่ยง?
ควรหลีกเลี่ยงการนั่งคุกเข่า นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิเป็นเวลานาน การยกของหนัก การขึ้น-ลงบันไดบ่อย ๆ รวมถึงการปล่อยให้น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์
กล้ามเนื้อต้นขามีความสำคัญอย่างไรต่อข้อเข่า?
กล้ามเนื้อต้นขาที่แข็งแรงช่วยพยุงและกระจายแรงที่กระทำต่อข้อเข่า ทำให้ข้อเข่ารับน้ำหนักน้อยลง เพิ่มความมั่นคงในการเคลื่อนไหว และอาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดหรือการลุกลามของข้อเข่าเสื่อมได้