บทความสุขภาพ

จอประสาทตาลอก อาการเป็นอย่างไร หากเป็นแล้วสามารถรักษาได้ไหม?

บทความโดย: วันที่อัพเดท: 26 มีนาคม 2567



“จู่ๆ ก็มองเห็นจุดสีดำหรือฝุ่นลอยไปลอยมา” “เห็นเหมือนแสงวาบเข้าตา ทำไงดี?” นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่กำลังบ่งบอกว่าคุณมีโอกาสเป็นโรคจอประสาทตาลอก

จอประสาทตาลอก เป็นภาวะที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย มักเกิดขึ้นแบบฉับพลัน จึงทำให้ในระยะแรกเริ่มไม่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนนัก ซึ่งอันตรายอย่างมาก เนื่องจากหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลให้เกิดการบกพร่องทางการมองเห็นได้

ฉะนั้น บทความนี้เราจะมาเรียนรู้เรื่องของจอประสาทตาหลุดลอกกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาการจอประสาทตาลอกเป็นอย่างไร เกิดจากสาเหตุอะไร การรักษาจอประสาทตาลอกทำอย่างไรได้บ้าง พร้อมทั้งแนวทางการป้องกันที่สามารถทำได้ เพื่อดูแลตนเองและคนที่เรารัก 


สารบัญบทความ

 


ทำความรู้จัก “จอประสาทตาลอก”

จอประสาทตาลอก หรือ จอตาลอก คือ การที่เนื้อเยื่อบางๆ ที่อยู่บริเวณลูกตาส่วนหลังเกิดการหลุดลอกออกจากผนังลูกตา ทำให้เซลล์จอประสาทตาที่มีหน้าที่ในการเปลี่ยนแสงที่เข้าสู่ดวงตาเป็นสัญญาณประสาทเพื่อนำไปแปลผลในสมองได้รับความเสียหาย เนื่องจากขาดสารอาหารและออกซิเจน ส่งผลให้ภาพที่มองเห็นมีประสิทธิภาพลดลง 

หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา จะทำให้จอประสาทตาบริเวณนั้นไม่สามารถทำงานได้ถาวร ส่งผลให้บุคคลนั้นสูญเสียการมองเห็นได้


ประเภทของจอประสาทตาลอก

จอประสาทตาลอก สามารถเกิดขึ้นได้จาก 3 ชนิดหลัก ดังนี้ 
 

1. จอประสาทตาลอกชนิดที่มีรูฉีกขาดของจอตา

จอประสาทตาลอกชนิดที่มีรูฉีกขาดของจอตา (Rhegmatogenous Retinal Detachment หรือตัวย่อว่า RRD) เป็นประเภทที่พบได้มากที่สุดและเมื่อเป็นแล้วควรรีบเข้ารับการรักษาโดยเร็ว เนื่องจากจอประสาทตาเกิดการฉีดขาดจนเป็นรูรั่ว ทำให้มีโอกาสที่ของเหลวภายในวุ้นตาไหลเข้าไปสะสมอยู่ภายใต้จอประสาทตา ส่งผลให้จอประสาทตาหลุดลอกออกมาในที่สุด
 

2. จอประสาทตาลอกชนิดที่เกิดจากพังผืดดึงรั้ง 

จอประสาทตาลอกชนิดที่เกิดจากพังผืดดึงรั้ง (Tractional Retinal Detachment หรือตัวย่อว่า TRD) เกิดจากการที่พังผืดดึงรั้งจอประสาทตาเป็นอย่างมาก จนทำให้จอประสาทตาหลุดลอกจากผนังด้านหลังลูกตา ซึ่งมักพบได้ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานขึ้นตา หรือผู้ที่มีการอักเสบอย่างรุนแรงของวุ้นตาหรือจอประสาทตา
 

3. จอประสาทตาลอกชนิดที่เกิดจากน้ำเหลืองรั่ว 

จอประสาทตาลอกชนิดที่เกิดจากน้ำเหลืองรั่ว (Exudative Retinal Detachment หรือตัวย่อว่า ERD) เป็นภาวะที่เกิดจากหลอดเลือดรั่วไหล มีอาการบวมที่ด้านหลังของดวงตา จึงส่งผลให้เกิดการสะสมของเหลว ณ บริเวณนั้น ทั้งๆ ที่ไม่มีรูฉีกขาดของจอตา มักพบได้ในกลุ่มที่มีอาการอักเสบ หรือเกิดเนื้องอกที่ภายในลูกตา 


จอประสาทตาลอก เกิดจากสาเหตุใด

จอประสาทตาลอกแต่ละชนิด เกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
 

  • ชนิดที่มีรูฉีกขาดของจอตา สาเหตุมาจากอายุที่มากขึ้น การบาดเจ็บบริเวณดวงตา สายตาสั้น 
  • ชนิดพังผืดดึงรั้ง มาจากเนื้อเยื่อแผลเป็นที่อยู่บนผิวจอประสาทตา การติดเชื้อ ตาบวม หรือผู้ที่เป็นภาวะเบาหวานขึ้นตา 
  • ชนิดน้ำเหลืองรั่ว เกิดจากอายุที่มากขึ้น จอประสาทตาเสื่อม การบาดเจ็บบริเวณดวงตา เนื้องอก โรคทางตา หรือเกิดการอักเสบต่างๆ ขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้จอประสาทตาลอก

ปัจจัยที่มีส่วนส่งผลให้กระจกตาลอก ได้แก่
 

  • อายุ เมื่ออายุมากขึ้น น้ำวุ้นตาจะเกิดการเสื่อมและหดตัว จึงทำให้มีโอกาสที่จะดึงรั้งเนื้อจอประสาทตาจนฉีกขาด ซึ่งมักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปี เป็นต้นไป
  • พันธุกรรม เช่น มีสมาชิกภายในครอบครัวเคยมีประวัติจอประสาทตาลอก
  • เคยมีประวัติจอประสาทตาลอกของดวงตาอีกข้างมาก่อน
  • มีปัญหาสายตาสั้นอย่างมาก
  • เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรงกระทบกระเทือนดวงตา
  • เคยเข้ารับการผ่าตัดดวงตา เช่น การผ่าตัดต้อกระจก การผ่าตัดต้อหิน การผ่าตัดต้อเนื้อ
  • เกิดการติดเชื้อหรืออักเสบที่บริเวณภายในลูกตา
  • เกิดเนื้องอกหรือเป็นมะเร็งภายในลูกตา
  • เป็นโรคหรือความผิดปกติทางตา เช่น ภาวะม่านตาอักเสบ (Uveitis), ภาวะจอประสาทตาบางผิดปกติ (Lattice Degeneration)

อาการของโรคจอประสาทตาลอก 



อาการจอประสาทตาลอก ในระยะแรกเริ่มอาจสังเกตถึงความผิดปกติได้ยาก โดยส่วนใหญ่มักมีอาการปรากฏชัดเจนในระยะที่มีความรุนแรงของอาการมากขึ้น หากพบว่ามีอาการข้อใดข้อหนึ่งดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ ให้รีบเข้ารับการรักษาโดยเร็ว
 

  • เริ่มมองเห็นภาพซ้อนกัน
  • จู่ๆเกิดแสงสว่างจ้า แสงแฟลช หรือแสงแลบเข้าสู่ดวงตา(Photopsia)
  • ภาพที่มองเห็นมีจุดสีดำขนาดเล็กลอยไปมา
  • มองเห็นเหมือนมีหยากใย่อยู่บนดวงตา
  • รู้สึกว่าลานสายตา หรือมุมมองในการมองเห็นภาพแคบลง
  • เกิดเงาคล้ายม่านบังบริเวณภาพที่มองเห็น
  • ตามัว มองเห็นภาพได้ไม่ชัดเจน

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคจอประสาทตาลอก

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการเป็นโรคจอประสาทตาลอก มีดังนี้
 

  1. ประสิทธิภาพในการมองเห็นค่อยๆลดลง 
  2. เกิดต้อกระจก
  3. ความดันลูกตาสูง 
  4. จอประสาทตาลอกซ้ำมากขึ้นเรื่อยๆ
  5. หากตรวจพบล่าช้า ไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียการมองเห็นถาวรได้

ใครที่เสี่ยงจอประสาทตาลอก

กลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดจอประสาทตาลอก ได้แก่
 

  • ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • กลุ่มคนที่มีปัญหาสายตาสั้นมาก
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
  • คนที่เคยมีประวัติจอประสาทตาลอก
  • กลุ่มคนที่มีสมาชิกภายในครอบครัวเป็นโรคจอประสาทตาลอก
  • ผู้ที่รักษาสุขอนามัยความสะอาดได้ไม่เพียงพอ
  • กลุ่มคนที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมหนักๆ การเล่นกีฬาที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
  • กลุ่มคนที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมี เครื่องจักร โดยไม่ได้ใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตา
  • ผู้ที่เคยมีประวัติเข้ารับการผ่าตัดดวงตามาก่อน
  • คนที่ได้รับการบาดเจ็บ หรือเกิดอุบัติเหตุกระทบกระเทือนดวงตา

จอประสาทตาลอก..เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์

หลายๆ คนอาจสงสัยว่า “แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ที่ควรเข้าพบแพทย์” คำตอบก็คือ เพียงแค่คุณมีอาการในข้อใดข้อหนึ่งตามที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้น ก็ควรค่าแก่การรีบเข้าพบแพทย์แล้ว เพราะจอประสาทตา เป็นตำแหน่งที่สำคัญต่อการมองเห็นอย่างมาก หากรั้งรอที่จะเข้าพบแพทย์ อาจส่งผลให้เกิดการสูญเสียทางการมองเห็นได้อย่างถาวร 


การตรวจวินิจฉัยโรคจอประสาทตาลอก



หากคุณตัดสินใจเข้าพบจักษุแพทย์ จะมีขั้นตอนในการตรวจวินิจฉัยโรคประสาทตาลอก ดังนี้
 

  1. แพทย์จะทำการซักประวัติและอาการนำ เพื่อตรวจสอบสาเหตุที่อาจส่งผลกระทบต่อจอประสาทตา  เช่น อายุ โรคประจำตัว ประวัติการเกิดอุบัติเหตุ ประวัติการเป็นโรคจอประสาทตาลอกของสมาชิกภายในครอบครัว ประวัติการเข้ารับการผ่าตัดดวงตา ปัญหาค่าสายตา ฯลฯ
  2. เข้ารับการตรวจดวงตาอย่างละเอียด โดยจักษุแพทย์จะหยอดยาขยายรูม่านตา จากนั้นตรวจดวงตาผ่านเลนส์ชนิดพิเศษ เพื่อดูความผิดปกติของจอประสาทตา และบางกรณีอาจอัลตราซาวน์หรือเอ็กซเรย์เพิ่มเติม
  3. หากพบว่า มีความผิดปกติเกิดขึ้นที่จอประสาทตา จักษุแพทย์จะรวบรวมข้อมูล เพื่อวิเคราะห์ วินิจฉัย และวางแผนการรักษาต่อไป

วิธีรักษาโรคจอประสาทตาลอก


1. การฉายแสงเลเซอร์ 

การรักษาจอประสาทตาลอกด้วยการฉายแสงเลเซอร์ (Laser) ผู้เชี่ยวชาญจะทำการฉายแสงเลเซอร์เข้าไปยังบริเวณที่เกิดการฉีกขาดของจอประสาทตา เพื่อให้รอยไหม้ขนาดเล็กรอบบริเวณที่ฉีกขาดกลายเป็นแผลเป็นขนาดเล็กที่ช่วยยึดจอประสาทตาให้อยู่ที่เดิม

หากคุณเข้ารับการรักษาจอประสาทตาลอกด้วยวิธีนี้ จักษุแพทย์จะหยอดตาและฉายแสงเลเซอร์ผ่านรูม่านตา จากนั้นเมื่อเสร็จสิ้นแล้ว แพทย์จะให้ยาหยอดตา เพื่อป้องกันอาการตาบวม และให้คำแนะนำการดูแลตนเองหลังรักษาเพิ่มเติม
 

2. การจี้ด้วยความเย็น

การจี้ด้วยความเย็น (Cryopexy) เป็นการนำเครื่องมือขนาดเล็กที่มีอุณหภูมิเย็นมากมาใช้บริเวณตาขาวเหนือรอยฉีกขาด เพื่อทำให้เกิดแผลเป็นบริเวณโดยรอบที่ฉีกขาด ส่งผลให้สามารถช่วยยึดจอประสาทตาให้อยู่ที่เดิมได้

หากคุณเข้ารับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว แพทย์จะหยอดตาและนำเครื่องมือแตะลงบริเวณพื้นที่ตาขาวใกล้กับรอยฉีกขาดที่ตรวจพบ จากนั้นเมื่อเสร็จสิ้นแล้ว แพทย์จะให้ยาหยอดตาป้องกันอาการตาบวมและแนะนำวิธีการดูแลตนเองต่อไป 
 

3. การฉีดแก๊ส

การฉีดแก๊ส (Pneumatic Retinopexy) จักษุแพทย์จะฉีดแก๊สเข้าสู่วุ้นตา เพื่อให้แก๊สนั้นลอยขึ้นไปดันบริเวณที่จอประสาทหลุดลอกให้กลับเข้าสู่พื้นที่เดิม รูปแบบนี้มักจะใช้ในกรณีจอประสาทตาลอกชนิดที่มีรูฉีกขาดของจอตา (Rhegmatogenous Retinal Detachment) ซึ่งหากเกิดการฉีกขาดที่บริเวณด้านบน จะต้องทำการจัดท่าทางผู้รับบริการให้อยู่ในท่าคว่ำหรือตะแคงหลังจากฉีดแก๊สเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้แก๊สลอยขึ้นในตำแหน่งที่ต้องการ

การฉีดแก๊สเข้าสู่วุ้นตา อาจต้องทำร่วมกับการใช้เลเซอร์ เนื่องจากต้องยิงเลเซอร์เข้าไปรอบบริเวณที่เกิดการฉีกขาด และในขณะเดียวกันจะต้องค่อยๆลดปริมาณและความเข้มข้นของแก๊สลง เมื่อจอประสาทตาเริ่มแนบติดกันแล้ว
 

4. การผ่าตัดรักษาจอประสาทตาลอก
 

  • ผ่าตัดรักษาจอประสาทตาลอกด้วยการใช้วัสดุหนุนตาขาว (Scleral Buckle)

การผ่าตัดประเภทนี้ จะใช้วัสดุอย่างเช่น ยาง หรือฟองน้ำซิลิโคน เข้าหนุนที่บริเวณตาขาว เพื่อดันจอประสาทตาให้กลับเข้าสู่ที่เดิม ซึ่งวิธีการนี้คุณจะมองไม่เห็นวัสดุที่หนุนอยู่ภายนอกลูกตาและไม่จำเป็นต้องจัดท่าผู้รับบริการให้อยู่ในท่าคว่ำหน้า

 

  • ผ่าตัดวุ้นตาและซ่อมจอตาภายในลูกตาโดยตรง (Pars Plana Vitrectomy : PPV) 

การผ่าตัดวุ้นตาและซ่อมจอตาภายในลูกตาโดยตรง มักใช้ในกรณีจอประสาทตาลอกชนิดที่เกิดจากพังผืดดึงรั้ง (Tractional Retinal Detachment) โดยเทคนิคนี้ จะใช้เครื่องมือที่สามารถผ่านเข้าไปยังตาขาวตำแหน่ง Pars Plana เพื่อทำการดึงน้ำวุ้นตาและตัดเนื้อเยื่อพังผืดที่ดึงรั้งจอประสาทตาออก และใช้เทคนิคอื่นๆ ในการทำให้จอประสาทตากลับเข้าสู่ที่เดิมร่วมด้วย ยกตัวอย่างเช่น การเลเซอร์ การฉีดแก๊ส เป็นต้น


แนวทางการป้องกันจอประสาทตาลอก

จอประสาทตาลอก ส่วนใหญ่มักสัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น จึงทำให้เราไม่สามารถที่จะป้องกันจอประสาทตาลอกได้ 100% แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีแนวทางในการชะลอหรือลดความเสี่ยงที่จะเกิดจอประสาทตาลอกได้ ดังนี้

 

  • สวมอุปกรณ์ปกป้องดวงตาทุกครั้งที่ทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บบริเวณดวงตา เช่น การเล่นกีฬา การทำงานกับเครื่องจักร สารเคมี ฯลฯ
  • เข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตาอย่างละเอียดเป็นประจำทุกปี
  • เมื่อสังเกตแล้วพบว่ามีอาการคล้ายคลึงกับจอประสาทลอก ไม่ควรรอช้าให้รีบเข้าพบแพทย์โดยเร็ว
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ควรควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสม
  • ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ควรควบคุมให้ความดันโลหิตอยู่ในระดับที่เหมาะสม
  • ดูแลความสะอาดของดวงตา เพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อหรืออักเสบ

วิธีรักษาโรคจอประสาทตาลอก

มาถึงจุดนี้ หลายๆ คนคงเริ่มสนใจเกี่ยวกับการเข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตาขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงกังวลใจว่า แล้วเราจะเลือกเข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตาหรือรักษาจอประสาทตาลอกที่ไหนดี ที่จะให้ทั้งความคุ้มค่าและไม่ก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาในภายหลัง 

ไม่ต้องกังวลใจไป เพราะการเลือกสถานพยาบาลในการเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม สามารถพิจารณาได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้

 

  1. สถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือ จะต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการที่ถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้จริง
  2. มีความสะอาด ปลอดภัย ตามมาตรฐานที่ควรได้รับ
  3. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะต้องมีใบประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้อง ให้บริการตามหลักจรรยาบรรณ 
  4. เดินทางได้อย่างสะดวก
  5. เครื่องมือทางการแพทย์อยู่ในสภาพที่พร้อมให้บริการ ครบครัน
  6. รายละเอียดการบริการและค่าใช้จ่ายต่างๆ จะต้องแจ้งไว้อย่างชัดเจน
     

หากใครยังนึกไม่ออกว่าจะเข้ารับการรักษาที่ไหนดี ให้โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกให้แก่คุณ เพราะทีมของเราพร้อมบริการคุณด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยครบครัน สะอาด ปลอดภัย ร่วมกับทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จะดูแลคุณตั้งแต่การตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด การเข้ารับการผ่าตัด ไปจนถึงสิ้นสุดกระบวนการรักษา ให้คุณวางใจคลายกังวลได้ยิ่งกว่าเคย


FAQs จอประสาทตาลอก

จอประสาทตาลอก รักษาหายไหม

สำหรับคำถามยอดฮิตที่ว่า “จอประสาทตาลอก รักษาหายไหม?” คำตอบก็คือ การรักษาจอประสาทตาลอก จะขึ้นอยู่กับชนิดจอประสาทตาลอก ระยะเวลาในการเป็นโรคจอประสาทตาลอกก่อนเข้ารับการรักษา กล่าวคือ หากความรุนแรงหรือความซับซ้อนของจอประสาทตาลอกน้อย เข้ารับการรักษาเร็ว สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที ก็มีโอกาสที่การมองเห็นจะกลับมามีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับปกติ 

แต่ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นาน จนเกิดเป็นอาการที่รุนแรง เรื้อรัง ก็จะทำให้ไม่สามารถที่จะรักษาจอประสาทตาในส่วนที่เสียหายไปแล้วได้ ทำให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นบางจุดของภาพสูญเสียไป ในระดับที่อันตรายกว่านั้น คือ หากไม่รีบเข้ารับการรักษา อาจทำให้การมองเห็นค่อยๆลดลง จนกลายเป็นการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรในที่สุด 
 

จอประสาทตาลอก ค่ารักษาเท่าไหร่

โดยทั่วไป จอประสาทตาลอก ค่ารักษาจะอยู่ที่ประมาณ 50,000 - 173,000 บาท ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละสถานพยาบาลกำหนด


ข้อสรุป

จอประสาทตาลอก เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะวัยกลางคนไปจนถึงวัยสูงอายุ ที่มีโอกาสเสี่ยงสูงในการต้องเผชิญกับโรคจอประสาทตาหลุดลอก การเข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตาอย่างละเอียด จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก เพราะในระยะแรกเริ่ม อาการมักไม่เด่นชัด จึงทำให้ใครหลายๆคนเข้าใจผิดว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่แท้ที่จริงแล้ว การเกิดโรคจอประสาทตาลอก เป็นภาวะอันตราย หากไม่รีบเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดการสูญเสียทางการมองเห็นได้อย่างถาวร

หากใครต้องการเข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตา มีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้น หรือต้องการสอบถามข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ Line: @samitivejchinatown หรือ เบอร์ 02-118-7893 ตลอด 24 ชั่วโมง 
 


เอกสารอ้างอิง 

Boyd, K. (2022, October 13). Detached Retina. American Academy of ophthalmology. https://www.aao.org/eye-health/diseases/detached-torn-retina
 

Mayo Clinic Staff. (2022, September 07). Retinal detachment. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/retinal-detachment/symptoms-causes/syc-20351344
 

Retinal Detachment. (2022, April 21). National Eye Institute. https://www.nei.nih.gov/learn-about-eye-health/eye-conditions-and-diseases/retinal-detachment
 

Seltman, W. (2022, April 04). Retinal Detachment. WebMD. https://www.webmd.com/eye-health/eye-health-retinal-detachment
 

Types and Causes of Retinal Detachment. (2020, December 23). National Eye Institute. https://www.nei.nih.gov/learn-about-eye-health/eye-conditions-and-diseases/retinal-detachment/types-and-causes-retinal-detachment
 

Laser Surgery and Freeze Treatment for Retinal Tears. (2020, December 23). National Eye Institute. https://www.nei.nih.gov/learn-about-eye-health/eye-conditions-and-diseases/retinal-detachment/laser-surgery-and-freeze-treatment-retinal-tears

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ
pdpa-icon

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ แสดงเนื้อหาให้ตรงกับความสนใจ รวมถึงเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเว็บไซต์และทำความเข้าใจว่าผู้ใช้งานมาจากที่ใด คุณสามารถเลือกตั้งค่าความยินยอมการใช้คุกกี้ได้ นโยบายความเป็นส่วนตัว​ (Privacy Policy)​