บทความสุขภาพ

รู้จักตากุ้งยิง มีอาการอย่างไร เกิดจากสาเหตุใด พร้อมวิธีรักษา

บทความโดย: seoteam seoteam วันที่อัพเดท: 4 เมษายน 2569

ตากุ้งยิง

ตากุ้งยิง เป็นปัญหาสุขภาพดวงตาที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัย หลายคนเคยมีประสบการณ์ตาเป็นกุ้งยิง แล้วเกิดอาการบวมแดง เจ็บ หรือมีตุ่มเล็ก ๆ บริเวณเปลือกตา ซึ่งอาจทำให้รู้สึกรำคาญตาและส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ แม้ว่าตากุ้งยิงจะเป็นภาวะที่มักหายได้เอง แต่การรู้จักอาการตากุ้งยิง สาเหตุ และวิธีรักษาตากุ้งยิงอย่างเหมาะสม จะช่วยให้หายเร็วขึ้นและลดโอกาสเกิดซ้ำได้


KEY TAKEAWAY

  • ตากุ้งยิง (Hordeolum) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียและการอุดตันของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา ทำให้เกิดตุ่มนูนแดงและมีอาการปวด
  • ตากุ้งยิงมักมีอาการระคายเคืองตา มีตุ่มบวมแดงในเปลือกตาบนหรือล่าง และอาจมีหนองไหลออกจากตุ่ม
  • การประคบร้อนและรักษาความสะอาดดวงตา เป็นวิธีรักษาตากุ้งยิงด้วยตัวเองที่ช่วยให้อาการดีขึ้น
  • หากอาการรุนแรงหรือไม่หาย อาจต้องใช้ยาหรือผ่าตากุ้งยิงโดยแพทย์
  • การป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นตากุ้งยิงซ้ำ ควรดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือให้สะอาด และทำความสะอาดเครื่องสำอางบริเวณดวงตาอย่างหมดจด

สารบัญบทความ


ตากุ้งยิง คืออะไร?

ตากุ้งยิง (Hordeolum) คือการอักเสบของต่อมน้ำมันที่อยู่บริเวณขอบตา ซึ่งมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่เข้าไปอุดตันในรูขุมขนหรือต่อมน้ำมันต่าง ๆ รอบดวงตา โดยลักษณะอาการของตากุ้งยิงจะมีตุ่มแดงบวมเล็ก ๆ ที่อ่อนไหวต่อการสัมผัสและยังรู้สึกเจ็บอยู่ตลอดเวลา ในบางเคสอาจมีหนองหรือของเหลวสีเหลืองไหลออกมาร่วมด้วย 


ตากุ้งยิงเกิดจากอะไร? 

ตากุ้งยิงเกิดจากอะไร

การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของตากุ้งยิงว่าเกิดจากอะไร จะช่วยให้เราสามารถป้องกันและดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสม โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดอาการตาบวมและตากุ้งยิงมีดังนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus หรือ Staphylococcus epidermidis ที่เป็นสาเหตุหลักของการอักเสบ
  • ตากุ้งยิงเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน 
  • การสัมผัสหรือขยี้ตาด้วยมือที่ไม่สะอาด ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ต่อมไขมัน และเกิดตากุ้งยิง
  • การแต่งหน้าหรือใช้เครื่องสำอางที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะอายไลเนอร์และมาสคาร่า
  • ความเครียดและการนอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • การใช้คอนแทคเลนส์ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือมีการดูแลรักษาที่ไม่เหมาะสม
  • โรคเบาหวานหรือภาวะที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

ตากุ้งยิงมีกี่ประเภท?

ตากุ้งยิงสามารถแบ่งออกได้ตามตำแหน่งที่เกิดขึ้นและลักษณะของอาการ เพื่อให้ง่ายต่อการวางแผนรักษาตากุ้งยิง โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักดังนี้

  • ตากุ้งยิงชนิดภายนอก (External Hordeolum) : เกิดจากการอักเสบของต่อม Zeis หรือ Moll บริเวณโคนขนตา เห็นเป็นตุ่มหนองชัดเจนที่ขอบตา มักหายได้เองเมื่อหนองแตกออกใน 7-10 วัน 
  • ตากุ้งยิงชนิดภายใน (Internal Hordeolum) : เกิดจากการอักเสบของต่อม Meibomian ภายในหนังตา ส่วนใหญ่เป็นตากุ้งยิงไม่มีหัว มักบวมลึกและปวดกว่า ต้องใช้เวลานานกว่าจะหาย

ลักษณะอาการของตากุ้งยิง

ตากุ้งยิง อาการมักเริ่มต้นจากความรู้สึกระคายเคืองเล็กน้อยบริเวณขอบตา ก่อนจะพัฒนาเป็นตุ่มบวมแดง โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • มีตุ่มนูนแดงเกิดขึ้น อาจเป็นตุ่มที่ขอบตาล่างหรือเปลือกตาบน และอาจมีหนองไหล
  • รู้สึกเจ็บหรือปวดเมื่อสัมผัสบริเวณที่บวม
  • ระคายเคืองในตา หรือรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในตา
  • มีอาการตาแดง ไวต่อแสง น้ำตาไหลผิดปกติ และอาจมีขี้ตาเกรอะกรัง
  • หากตากุ้งยิงใหญ่มาก อาจทำให้หนังตาบวมและปิดตาไม่สนิท

ตากุ้งยิง หายได้เองไหม กี่วันหาย?

หลายคนมักสงสัยว่าตากุ้งยิงกี่วันหาย? โดยทั่วไปมักใช้เวลาประมาณ 7–10 วัน หากเป็นไม่รุนแรงและดูแลอย่างเหมาะสม ซึ่งหลายกรณีสามารถหายเองได้ แต่การดูแลที่ถูกต้อง เช่น ประคบร้อนหรือรักษาความสะอาด จะช่วยให้ตากุ้งยิงรักษาได้เร็วขึ้น แต่หากตากุ้งยิงไม่ดีขึ้นหรือมีการลุกลาม ควรพบแพทย์เพื่อใช้ยาปฏิชีวนะหรือเจาะระบายหนองออก


วิธีรักษาตากุ้งยิงทำได้อย่างไรบ้าง? 

รักษาตากุ้งยิง

ตากุ้งยิงในระยะเริ่มต้นและที่ไม่มีอาการรุนแรงสามารถหายเองได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะช่วยต้านเชื้อโรคและลดการอักเสบลงเอง อย่างไรก็ตามการดูแลตัวเองที่เหมาะสมจะช่วยลดความเจ็บปวดและมีโอกาสหายได้ไวขึ้น ซึ่งวิธีรักษาตากุ้งยิงด้วยตัวเองจะมีดังนี้

  • ประคบร้อนด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น วางบนบริเวณที่เป็นตากุ้งยิงเป็นเวลา 10-15 นาที วันละ 3-4 ครั้ง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดและช่วยให้หนองระบายออกได้ง่ายขึ้น
  • ทำความสะอาดบริเวณตาและขอบตาด้วยน้ำเกลือ เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและลดการสะสมของแบคทีเรีย
  • หลีกเลี่ยงการขยี้หรือบีบตากุ้งยิง เพราะอาจทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายและเกิดการอักเสบมากขึ้น
  • งดการแต่งหน้าบริเวณตา โดยเฉพาะอายไลเนอร์และมาสคาร่า จนกว่าอาการจะดีขึ้น
  • ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสบริเวณตาทุกครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อเพิ่ม
  • ใช้ยาหยอดตาปฏิชีวนะที่ขายได้ทั่วไป เช่น Chloramphenicol หรือ Tobramycin ตามคำแนะนำของเภสัชกร
  • หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์ชั่วคราว เพื่อลดการระคายเคืองและป้องกันการติดเชื้อ
  • รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีและสังกะสี เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และดื่มน้ำให้เพียงพอ

หลังเจาะตากุ้งยิงมีวิธีดูแลตนเองเบื้องต้นอย่างไรบ้าง? 

หลังจากการเจาะตากุ้งยิงโดยแพทย์เรียบร้อยแล้ว ควรดูแลแผลอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำและให้แผลหายเร็วขึ้น โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและให้ความใส่ใจในการดูแลบริเวณที่เป็นตากุ้งยิงเป็นพิเศษ ซึ่งมีข้อควรปฏิบัติดังนี้

  • ทำความสะอาดมือให้สะอาดก่อนสัมผัสบริเวณตาทุกครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่แผล
  • ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยาปฏิชีวนะแบบทาและยาหยอดตา ตามเวลาและขนาดที่กำหนด
  • หลีกเลี่ยงการขยี้ กด หรือสัมผัสบริเวณแผลโดยไม่จำเป็น เพื่อป้องกันการระคายเคืองและการติดเชื้อ
  • ทำความสะอาดขอบตาด้วยน้ำเกลือ เพื่อกำจัดสารคัดหลั่งและสิ่งสกปรก
  • งดการแต่งหน้าบริเวณตาเป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือจนกว่าแพทย์จะอนุญาต
  • หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์จนกว่าแผลจะหายสนิทหรือแพทย์อนุญาต
  • นัดตรวจติดตามกับแพทย์ตามกำหนด เพื่อประเมินการหายของแผลและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
  • หากมีอาการปวดมาก บวมเพิ่ม หรือมีหนองออกมาใหม่ ให้รีบเข้าไปพบแพทย์ทันที

แนวทางการป้องกันไม่ให้เป็นตากุ้งยิงทำได้อย่างไร?

การป้องกันการเกิดตากุ้งยิงเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการรักษา เนื่องจากเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยและกลับมาเป็นซ้ำได้ การดูแลสุขอนามัยและสร้างนิสัยที่ดีในการดูแลดวงตา จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นตากุ้งยิงได้ ซึ่งจะมีแนวทางป้องกันดังนี้

  • ล้างมือบ่อย ๆ และเลี่ยงการสัมผัสดวงตาโดยไม่จำเป็น
  • เช็ดล้างเครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตาให้สะอาดหมดจดก่อนนอนทุกวัน
  • ไม่ใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น และทิ้งเครื่องสำอางที่หมดอายุ
  • ทำความสะอาดคอนแทคเลนส์และตลับเก็บตามมาตรฐานสุขอนามัย
  • พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อเสริมประสิทธิภาพภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ตากุ้งยิง ดูแลรักษาอย่างถูกวิธี เพื่อสุขภาพตาที่ดี

ตากุ้งยิงเป็นโรคตาที่พบได้บ่อยและสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย รวมไปถึงโรคตาในเด็กที่ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และวิธีการรักษาที่ถูกต้องจะช่วยให้สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าตากุ้งยิงจะสามารถหายเองได้ในหลาย ๆ กรณี แต่การได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่มีอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ 

การตรวจสายตาและตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันและช่วยให้ตรวจพบปัญหาต่าง ๆ ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ สำหรับผู้ที่กำลังเป็นตากุ้งยิงและต้องการรับรักษาที่มีประสิทธิภาพ ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ เรามีทีมจักษุแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย ให้บริการตั้งแต่การวินิจฉัยไปจนถึงการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม

ช่องทางติดต่อ


References

Davis Willmann. (2024, December 11). Hordeolum (Stye) https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK459349/

Michael P Ehrenhaus, MD. (2024, December 30). Hordeolum https://emedicine.medscape.com/article/1213080-overview

Zina Semenovskaya. (2022, February 7). What’s The Difference Between Blepharitis vs Stye. https://khealth.com/learn/stye/vs-blepharitis/


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตากุ้งยิง

ตากุ้งยิงกับเปลือกตาอักเสบต่างกันอย่างไร?

ตากุ้งยิงคือการอักเสบเฉพาะจุดของต่อมไขมันที่ขอบตา ส่วนเปลือกตาอักเสบ (Blepharitis) เป็นการอักเสบเรื้อรังของเปลือกตาและมักเกิดเป็นบริเวณกว้าง

อาการตากุ้งยิงแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?

ควรพบแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ มีอาการตาพร่า การมองเห็นผิดปกติ ตุ่มมีขนาดใหญ่จนบดบังการมองเห็น หรือเริ่มมีอาการบวมลามไปทั่วหนังตา

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ