บทความสุขภาพ

ตาแดง ตาติดเชื้อ โรคอันตรายที่ต้องระวัง! รู้ทันสาเหตุ อาการ การรักษา และการป้องกัน

บทความโดย: seoteam seoteam วันที่อัพเดท: 9 มีนาคม 2569

ตาแดง

ตาแดงเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพดวงตาที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อ การระคายเคือง หรือแพ้สารต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม อาการตาแดงที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยนั้น อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยการเริ่มต้นของโรคตาแดงหรือที่ทางการแพทย์เรียกว่าโรคเยื่อบุตาอักเสบได้ 

หากปล่อยให้อาการตาแดงดำเนินไปโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี อาจทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ง่าย และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว การเข้าใจสาเหตุของตาแดงและวิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรารับมือกับโรคนี้ได้อย่างเหมาะสม


KEY TAKEAWAY

  • ตาแดงเกิดจากภูมิแพ้ การระคายเคือง หรือการติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
  • หากมีอาการตาแดงร่วมกับปวดตามาก ตามัว แพ้แสง หรือมีขี้ตามากผิดปกติ ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที
  • การรักษาตาแดง แพทย์จะเลือกใช้ยาและวิธีรักษาให้สอดคล้องกับสาเหตุของการอักเสบในแต่ละราย
  • สามารถป้องกันการแพร่เชื้อตาแดงได้ด้วยการล้างมือบ่อย ๆ ไม่ใช้ของร่วมกัน และหลีกเลี่ยงขยี้ตาในช่วงที่เป็นตาแดง
  • การวินิจฉัยโรคตาแดงที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันปัญหาการมองเห็นและลดการลุกลามของโรค

สารบัญบทความ


โรคตาแดง (Conjunctivitis) คืออะไร?

ตาแดง (Conjunctivitis) คือโรคชนิดหนึ่งที่มีภาวะเยื่อบุตา ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อใสที่คลุมบริเวณตาขาวและด้านในของตาเกิดการอักเสบขึ้น โดยเส้นเลือดฝอยในเยื่อบุตาขยายตัว จนเห็นตาขาวแดงเรื่อขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่ม Adenovirus และ Enterovirus ซึ่งสามารถติดต่อได้ผ่านสารคัดหลั่งจากดวงตาผู้ป่วย เช่น น้ำตา หรือขี้ตา

โรคตาแดงพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกับวัยเด็กที่มักแพร่กระจายเชื้อโรคได้ง่ายกว่าวัยอื่น ซึ่งจากการสัมผัสใกล้ชิดหรือใช้ของร่วมกัน เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เกิดอาการตาแดงในรูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถสังเกตได้


อาการของโรคตาแดง

อาการเจ็บตาและตาแดง

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยโรคตาแดงจะมีลักษณะอาการที่เห็นได้ชัดดังนี้

  • ตาขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือชมพู ตรงบริเวณตาขาวจะเปลี่ยนแปลงเป็นตาแดงหรือชมพูเข้ม อาจมีเส้นเลือดฝอยขยายตัวชัด หรือในบางกรณีอาจพบปื้นเลือดใต้เยื่อบุตา รวมถึงตาแดงบวมด้วย
  • อาการคันและระคายเคือง จะรู้สึกคันตาอย่างต่อเนื่อง มีความรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมหรือเศษฝุ่นติดอยู่ในตา ทำให้ตาแดงมองไม่ชัด ต้องขยี้ตาบ่อย ๆ
  • น้ำตาไหลมากผิดปกติ น้ำตาไหลตลอดเวลาแม้ไม่มีสาเหตุ หรือตาแดงมีขี้ตาเยอะกว่าปกติ โดยสีของขี้ตาอาจเป็นใส เหลือง หรือเขียวขึ้นกับสาเหตุของการติดเชื้อ
  • เปลือกตาบวมและอักเสบ ทั้งเปลือกตาบนและล่างจะบวมแดง อาจมีอาการปวดเมื่อสัมผัสหรือกะพริบตา
  • หากผู้ป่วยตาแดงติดเชื้อแบคทีเรีย อาจมีอาการตาอักเสบแดงมีขี้ตาสีเหลือง

หากมีอาการเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากอาการรุนแรงมากขึ้น หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ตามัวลง ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณหูโตและเจ็บ ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยและเข้ารับการรักษาในทันที


สาเหตุของโรคตาแดง

ตาแดงสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยทั้งเกิดจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ หากทำความเข้าใจถึงต้นตอของโรคตาแดง จะเป็นแนวทางหาวิธีรักษาโรคตาแดงให้หายเร็วที่สุด เพราะคนตาแดงแต่ละคนมีสาเหตุของโรคที่ต่างกัน โดยมีสาเหตุที่มักพบได้บ่อยคือ

  • การติดเชื้อไวรัสกลุ่ม Adenovirus และ Enterovirus รวมถึงจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ภูมิแพ้ จากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ หรือสารเคมีในเครื่องสำอาง
  • การระคายเคืองจากสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมี คลอรีนในสระว่ายน้ำ หรือการใส่คอนแทคเลนส์ไม่ถูกวิธี
  • โรคตาอื่นที่รุนแรงกว่า ในบางกรณี ตาแดงอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่อันตรายกว่า เช่น กระจกตาอักเสบ หรือภาวะความดันตาสูงเฉียบพลัน

โรคตาแดงติดต่อกันได้อย่างไร?

ตาแดงจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียติดต่อได้ง่าย โดยเฉพาะในที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น โรงเรียนหรือที่ทำงาน ผู้ป่วยตาแดงสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ก่อนมีอาการจนถึงประมาณ 1–2 สัปดาห์หลังอาการดีขึ้น และผู้รับเชื้ออาจเริ่มมีอาการตาแดงภายใน 2–14 วัน โดยวิธีการแพร่เชื้อของโรคตาแดงมีดังนี้

  • การสัมผัสโดยตรง เป็นการสัมผัสสารคัดหลั่งจากดวงตาของผู้ป่วย เช่น ขี้ตา หรือน้ำตา โดยตรงแล้วนำมือที่สัมผัสมาขยี้ตาของตนเอง
  • การใช้สิ่งของร่วมกัน การใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หมอน แว่นตา หรือเครื่องสำอาง
  • การแพร่กระจายผ่านละอองฝอย เช่น การไอ จาม หรือพูดคุยในระยะใกล้กับผู้ป่วย ทำให้เชื้อโรคที่ปนเปื้อนอยู่ในละอองฝอยเข้าสู่ดวงตาของผู้อื่นได้
  • การใช้สระว่ายน้ำร่วมกัน เนื่องจากน้ำในสระว่ายน้ำสาธารณะที่ไม่ได้รับการดูแลความสะอาดอย่างเหมาะสม อาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้

วิธีการรักษาตาแดง

ตาแดงเกิดจากอะไรและวิธีรักษา

การรักษาตาแดงอย่างถูกวิธีสามารถช่วยลดอาการและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ ซึ่งวิธีรักษาโรคตาแดงให้หายเร็วที่สุดจำเป็นจะต้องอาศัยการดูแลที่เหมาะสม การใช้ยาหยอดตาแก้อักเสบและตาแดง รวมถึงการถนอมสายตาตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ โดยมีวิธีรักษาตาแดงดังนี้

  • ใช้ยาหยอดตาแดงตามคำแนะนำแพทย์ : หากตาแดงเกิดจากการติดเชื้อ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาหยอดตาแก้ตาแดงชนิดยาปฏิชีวนะ หรือยาต้านการอักเสบตามสาเหตุ ไม่ควรซื้อยามาใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • หยอดน้ำตาเทียมเพื่อลดอาการระคายเคือง : น้ำตาเทียมช่วยบรรเทาอาการแสบตา เคืองตา และลดความไม่สบายตาในผู้ที่มีตาแดง โดยเฉพาะกรณีที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อรุนแรง
  • ทำความสะอาดเปลือกตาอย่างถูกวิธี : ล้างเปลือกตาด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสะอาด วันละ 2–3 ครั้ง เพื่อลดคราบขี้ตาและการสะสมของเชื้อที่อาจทำให้อาการตาแดงลุกลาม
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่กระตุ้นอาการ : งดขยี้ตา งดใส่คอนแทคเลนส์ และงดแต่งหน้าบริเวณรอบดวงตาจนกว่าอาการตาแดงจะหาย เพื่อลดการระคายเคืองและการติดเชื้อซ้ำ
  • พักสายตาและหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น : ลดการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน ใส่แว่นกันแดดเมื่อออกนอกบ้าน และหลีกเลี่ยงลม ฝุ่น หรือควัน ซึ่งอาจทำให้อาการตาแดงรุนแรงขึ้น
  • รีบพบจักษุแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น : หากตาแดงไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน หรือมีอาการปวดตามาก ตามัว หรือแพ้แสง ควรรีบเข้ารับการตรวจเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

แนวทางป้องกันการเป็นโรคตาแดง 

การป้องกันตาแดงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการแพร่กระจายของโรค โดยวิธีป้องกันตาแดงสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการปฏิบัติตัวดังนี้

  1. ล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ ด้วยสบู่ โดยเฉพาะก่อนสัมผัสดวงตาหรือใส่คอนแทคเลนส์
  2. หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือเครื่องสำอางรอบดวงตา
  3. หลีกเลี่ยงการขยี้ตา แม้จะรู้สึกคันหรือระคายเคือง เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดตาแดง
  4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรก และหลีกเลี่ยงว่ายน้ำที่สระสาธารณะ ถ้าหากโดนน้ำควรรีบล้างหน้าและอาบน้ำให้สะอาด
  5. งดการไปในที่สาธารณะหากมีอาการตาแดง เพื่อลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
  6. ไม่ใช้ยาหยอดตาร่วมกับผู้อื่น และควรล้างมือก่อนและหลังการหยอดทุกครั้ง
  7. ควรเข้ารับการตรวจสายตาอย่างเป็นประจำ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ตามัว เคืองตา หรือตาแดงเรื้อรัง เพื่อรักษาได้ทันเวลา

ตาแดงต้องระวัง! รักษาด่วนก่อนมองไม่เห็น!

อาการตาแดงแม้จะเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและอาจเกิดจากสาเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น ภูมิแพ้หรือการระคายเคืองเล็กน้อย แต่ก็ไม่ควรถูกมองข้ามโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่รุนแรงกว่า เช่น การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน หรือแม้กระทั่งโรคทางตาที่รุนแรงขึ้น การดูแลเบื้องต้นด้วยตนเอง เช่น การรักษาความสะอาดและหลีกเลี่ยงการขยี้ตาเป็นสิ่งที่ดี แต่การวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงโดยจักษุแพทย์คือสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลเสียต่อดวงตาในระยะยาว

หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังมีอาการตาแดงและต้องการคำปรึกษาจากทีมแพทย์ โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ พร้อมให้บริการดูแลสุขภาพดวงตาของคุณ ด้วยทีมจักษุแพทย์และเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างตรงจุด 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่


References

Muhammad F. Hashmi; Bharat Gurnani; Scarlet Benson. (2024, January 26). Conjunctivitis. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK541034/

Kierstan Boyd. (2024, September 11). Conjunctivitis: What Is Pink Eye?. https://www.aao.org/eye-health/diseases/pink-eye-conjunctivitis


คำถามที่พบบ่อย

ควรไปพบแพทย์เมื่อใดหากมีอาการตาแดง?

ควรพบจักษุแพทย์ทันทีหากตาแดงร่วมกับปวดตามาก ตามัว แพ้แสง หรือมีขี้ตาเยอะผิดปกติ รวมถึงกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน หรือมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับดวงตา

ตาแดงกี่วันถึงหาย?

ตาแดงจากไวรัสมักดีขึ้นภายใน 7–14 วัน ส่วนตาแดงจากแบคทีเรียอาจหายเร็วขึ้นเมื่อได้รับยาหยอดตาที่เหมาะสม แต่หากมีอาการยืดเยื้อเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ