บทความสุขภาพ

งูสวัดขึ้นตา อาการ วิธีรักษา และการป้องกันด้วยวัคซีน

บทความโดย: seoteam seoteam วันที่อัพเดท: 14 กรกฎาคม 2569

งูสวัดขึ้นตา

งูสวัดขึ้นตาเป็นอาการที่เริ่มจากการมีผื่นแดง ตุ่มน้ำ หรืออาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณรอบดวงตา แต่หากเชื้อลุกลามเข้าสู่ดวงตา อาจกระทบต่อกระจกตา เส้นประสาทตา และการมองเห็นได้ หลายคนที่กำลังสงสัยว่างูสวัดขึ้นตาอันตรายไหม? ในบทความนี้ได้รวบรวมทุกสาระสำคัญเกี่ยวกับอาการ วิธีรักษา และแนวทางป้องกันอย่างถูกต้อง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและช่วยดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น


KEY TAKEAWAY

  • งูสวัดที่ตาเกิดจากเชื้อ Varicella Zoster Virus หรือ VZV ที่แฝงอยู่ในปมประสาท ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับโรคอีสุกอีใส 
  • อาการงูสวัดขึ้นตามักเริ่มจากปวดแสบ คัน หรือรู้สึกไวต่อสัมผัสบริเวณใบหน้า หนังตา หรือรอบดวงตา ก่อนเกิดผื่นแดงและตุ่มน้ำ
  • หากมีผื่นงูสวัดรอบตาร่วมกับตาแดง ปวดตา ตามัว หรือสู้แสงไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจมีการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับดวงตา
  • การรักษามักใช้ยาต้านไวรัสร่วมกับการดูแลอาการทางตา โดยควรเริ่มรักษาเร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มมีผื่น
  • การป้องกันงูสวัดตาทำได้ด้วยการดูแลสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ และฉีดวัคซีนงูสวัดตามคำแนะนำของแพทย์

สารบัญบทความ


งูสวัดขึ้นตา (Herpes zoster) คือโรคอะไร?

งูสวัดขึ้นตา (Herpes Zoster Ophthalmicus) คือภาวะที่โรคงูสวัดเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า หน้าผาก หนังตา หรือรอบดวงตา โดยมีสาเหตุจากเชื้อ Varicella Zoster Virus ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสเดียวกับโรคอีสุกอีใส หลังจากหายจากอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสอาจยังคงแฝงตัวอยู่ในปมประสาท และสามารถกลับมากำเริบได้เมื่อภูมิคุ้มกันลดลง

เมื่องูสวัดเกิดบริเวณรอบดวงตา อาจเกี่ยวข้องกับหลายส่วนของโครงสร้างตา เช่น กระจกตา เยื่อบุตา ม่านตา เส้นประสาทตา และส่วนอื่น ๆ ซึ่งหากมีอาการผิดปกติทางตาร่วมด้วย เช่น ตาแดง ปวดตา ตามัว หรือมองเห็นไม่ชัด ดังนั้นเมื่อมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด


สาเหตุของงูสวัดขึ้นตาเกิดจากอะไรได้บ้าง?

สาเหตุหลักของงูสวัดรอบดวงตาเกิดจากการกลับมากำเริบของเชื้อ Varicella Zoster Virus หรือ VZV ซึ่งเป็นเชื้อที่เคยทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เมื่อร่างกายอ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันลดลง เชื้อที่แฝงอยู่ในปมประสาทอาจเพิ่มจำนวนและกระจายตามแนวเส้นประสาท จนเกิดผื่นงูสวัดบริเวณใบหน้าหรือรอบดวงตาได้ อีกทั้งยังมีปัจจัยที่อาจเพิ่มโอกาสเกิดงูสวัดที่ตา ได้แก่

  • ภูมิคุ้มกันลดลง เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ เครียดสะสม หรือร่างกายอ่อนเพลียต่อเนื่อง
  • อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งมีโอกาสเกิดโรคงูสวัดและภาวะแทรกซ้อนได้มากขึ้น
  • โรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน โรคไต โรคมะเร็ง หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน
  • การใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือยาสเตียรอยด์ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายควบคุมเชื้อไวรัสที่แฝงอยู่ได้น้อยลง
  • เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน เพราะผู้ที่เคยติดเชื้อ VZV มีโอกาสเกิดงูสวัดได้เมื่อเชื้อกลับมากำเริบ

ลักษณะอาการของโรคงูสวัดที่ตา

อาการงูสวัดขึ้นตามักเริ่มจากอาการปวดแสบ ปวดจี๊ด คัน ชา หรือรู้สึกไวต่อสัมผัส ก่อนจะมีผื่นแดง ตุ่มน้ำรอบตา หรือผื่นงูสวัดรอบตาตามมา นอกจากนี้ หากเชื้อส่งผลต่อดวงตาโดยตรง อาจทำให้เกิดการอักเสบในส่วนต่าง ๆ ของตาได้ ดังนี้

  • การอักเสบติดเชื้อชั้นผิวกระจกตา (Epithelial Keratitis) เป็นการอักเสบที่เกิดบริเวณชั้นบนสุดของกระจกตา อาจทำให้ปวดตา ตาแดง ตามัว มองเห็นไม่ชัด หรือมีอาการตาสู้แสงไม่ได้
  • เยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) เป็นภาวะที่พบได้บ่อย ทำให้มีอาการตาแดง เยื่อบุตาบวม ระคายเคืองตา น้ำตาไหล หรือรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา
  • การอักเสบในช่องลูกตา (Uveitis) เป็นภาวะอักเสบภายในดวงตา อาจเกิดได้ทั้งส่วนหน้าและส่วนหลังของตา
  • จอประสาทตาอักเสบ (Retinitis) เป็นภาวะอักเสบที่รุนแรงกว่า พบได้โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจทำให้การมองเห็นลดลง เห็นภาพผิดปกติ หรือเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่กระทบการมองเห็นได้
  • การอักเสบติดเชื้อชั้นกลางของกระจกตา (Stromal keratitis) เป็นการอักเสบที่ลึกลงไปในชั้นกระจกตา มักพบร่วมกับช่วงที่ผื่นหรือตุ่มน้ำเริ่มแห้งยุบ หากเป็นเรื้อรังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อแผลเป็นที่กระจกตาและส่งผลต่อการมองเห็น

นอกจากอาการทางตาแล้ว ผู้ป่วยงูสวัดตาอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีไข้ ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย รู้สึกปวดคล้ายเป็นไข้หวัด หรือปวดศีรษะ หากมีผื่นบริเวณรอบดวงตาร่วมกับอาการปวดตา ตาแดง ตามัว หรือมองเห็นผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจตาอย่างละเอียดและเริ่มการรักษาอย่างเหมาะสม


ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคงูสวัดขึ้นที่ตา

งูสวัดรอบดวงตาสามารถเกิดได้กับผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน แต่บางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันลดลงหรือมีปัจจัยกระตุ้นให้เชื้อไวรัสกลับมากำเริบ โดยกลุ่มที่ควรระมัดระวัง ได้แก่

  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ เครียดสะสม ร่างกายอ่อนแอ หรือมีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน
  • ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะช่วงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายมักลดลงตามวัย ทำให้เชื้อไวรัสที่แฝงอยู่มีโอกาสกลับมากำเริบเป็นโรคงูสวัดได้ง่ายขึ้น
  • ผู้ที่เคยเป็นโรคงูสวัดมาก่อน โดยเฉพาะหากเคยมีผื่นบริเวณใบหน้า หน้าผาก หนังตา หรือรอบดวงตา ควรสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด
  • ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ (AIDS) เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสงูสวัดและภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น
  • ผู้ที่มีผื่นงูสวัดลามถึงบริเวณข้างจมูกหรือปลายจมูก หรือที่เรียกว่า Hutchinson’s sign ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับแขนงของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 หากเกิดการติดเชื้อบริเวณนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงที่เชื้อจะลุกลามไปถึงดวงตาได้
  • ผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressants) เช่น ผู้ที่รับยาหลังปลูกถ่ายอวัยวะ ยาสเตียรอยด์บางชนิดต่อเนื่อง หรืออยู่ระหว่างการรักษาที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง จึงอาจต้านทานเชื้อไวรัสได้ไม่ดีเท่าที่ควร

สำหรับผู้ที่มีโรคตาเดิม เช่น ต้อกระจก มีความผิดปกติของเลนส์ตา หรือปัญหาที่เกี่ยวกับกระจกตา แม้จะไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงโดยตรงของโรคงูสวัดตา แต่ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อประเมินสุขภาพดวงตาและวางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น


การวินิจฉัยอาการงูสวัดที่ตา 

การวินิจฉัยอาการงูสวัดที่ตามักเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยแพทย์จะพิจารณาจากลักษณะอาการ ตำแหน่งของผื่น รูปแบบการกระจายตามแนวเส้นประสาท รวมถึงแนวทางต่าง ๆ ดังนี้

  • การตรวจลักษณะผื่น เพื่อดูว่าผื่นงูสวัดรอบตาเรียงตัวตามแนวเส้นประสาทหรือไม่
  • การซักประวัติอาการ เช่น เริ่มปวดก่อนมีผื่นหรือไม่ เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนหรือไม่ และมีโรคประจำตัวหรือใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือไม่
  • การตรวจตา เพื่อประเมินกระจกตา เยื่อบุตา ม่านตา ความดันตา และส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • การประเมินการมองเห็น เช่น การวัดระดับการมองเห็นหรือตรวจสายตา
  • การตรวจเพิ่มเติมในบางกรณี เช่น กรณีอาการไม่ชัดเจน ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ หรือแพทย์ต้องการแยกโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน

การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญ เพราะหากมีการอักเสบที่กระจกตาหรือภายในดวงตา แพทย์จะสามารถวางแผนรักษาเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น กระจกตาเป็นแผล หรือการมองเห็นผิดปกติในระยะยาวได้


การดูแลรักษาโรคงูสวัดตา

การรักษางูสวัดขึ้นตาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อมีผื่นงูสวัดรอบตา ตาแดง ปวดตา ตามัว หรือมีอาการผิดปกติด้านการมองเห็น ไม่ควรซื้อยาทา ยาหยอดตา หรือยาสเตียรอยด์มาใช้เอง เพราะอาจไม่ตรงกับสาเหตุของอาการและอาจทำให้อาการซับซ้อนขึ้นได้ ซึ่งแนวทางการรักษาที่แพทย์อาจพิจารณามีดังนี้

  • ยาต้านไวรัส เป็นยารักษางูสวัดที่ช่วยลดการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส โดยมักแนะนำให้เริ่มใช้เร็ว โดยเฉพาะภายใน 72 ชั่วโมงหลังเริ่มมีผื่น เพื่อช่วยลดความรุนแรงและโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
  • ยาบรรเทาอาการปวด ใช้เพื่อลดอาการปวดแสบปวดร้อน หรืออาการปวดตามแนวเส้นประสาทตามดุลยพินิจของแพทย์
  • ยาหยอดตาหรือยาป้ายตา ใช้ในกรณีที่มีการอักเสบของดวงตา โดยควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
  • การติดตามอาการกับแพทย์ เพื่อประเมินว่ามีภาวะแทรกซ้อน เช่น กระจกตาอักเสบ ม่านตาอักเสบ หรือความดันตาสูงหรือไม่
  • การดูแลผื่นอย่างเหมาะสม ควรหลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อลดโอกาสติดเชื้อซ้ำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกัน

*หากมีอาการปวดตารุนแรง ตามัวมากขึ้น ตาแดงมาก หรือผื่นลามใกล้ดวงตา ควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมกับระดับความรุนแรงของโรค


แนวทางการป้องกันโรคงูสวัด ลดโอกาสเสี่ยงงูสวัดขึ้นตา

แม้โรคงูสวัดอาจเกิดขึ้นได้ในผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน แต่การดูแลสุขภาพและลดปัจจัยกระตุ้นสามารถช่วยลดโอกาสเกิดโรค หรือช่วยลดความรุนแรงของอาการได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งมีแนวทางป้องกัน ดังต่อไปนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น
  • ดูแลความเครียด เช่น ออกกำลังกายเบา ๆ ทำกิจกรรมผ่อนคลาย หรือปรึกษาแพทย์เมื่อมีความเครียดสะสม
  • ควบคุมโรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวาน โรคไต หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำของผู้ป่วยงูสวัด โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • พิจารณาวัคซีนงูสวัด โดยควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนรับวัคซีนงูสวัด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ทั้งนี้ CDC แนะนำวัคซีนงูสวัดชนิด Recombinant Zoster Vaccine จำนวน 2 เข็ม สำหรับผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่อายุ 19 ปีขึ้นไปที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
  • พบแพทย์เมื่อมีผื่นบริเวณใบหน้าหรือรอบดวงตา เพราะการประเมินเร็วช่วยให้ดูแลอาการได้เหมาะสมและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

รักษาโรคงูสวัดขึ้นตาอย่างถูกวิธี ดูแลดวงตาให้ปลอดภัยกับ Samitivej Chinatown

งูสวัดขึ้นที่ตาเป็นภาวะที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจลุกลามไปยังกระจกตา ม่านตา หรือเส้นประสาทตา จนส่งผลต่อการมองเห็นได้ในระยะยาว หากมีผื่นหรือตุ่มน้ำบริเวณรอบดวงตา ร่วมกับอาการปวดตา ตาแดง ตามัว หรือไวต่อแสง ควรเข้ารับการตรวจอย่างทันท่วงที เพื่อให้แพทย์ประเมินสาเหตุและวางแผนการรักษาอาการงูสวัดขึ้นตาได้อย่างเหมาะสม

Samitivej Chinatown พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและดูแลอาการโดยทีมบุคลากรทางการแพทย์ผู้มีความชำนาญ ด้วยแนวทางการรักษาที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยง ภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ป่วย

ช่องทางติดต่อ


References


คำถามที่พบบ่อย

งูสวัดขึ้นตา กี่วันหาย? 

งูสวัดขึ้นที่ตาอาจค่อย ๆ ดีขึ้นภายในประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่หากมีอาการทางตาร่วมด้วย ระยะเวลารักษาอาจแตกต่างกันไปตามความรุนแรง ควรติดตามอาการกับแพทย์จนกว่าอาการจะปลอดภัย

งูสวัดขึ้นตา ทำให้ตาบอดได้ไหม?

งูสวัดที่ตาสามารถทำให้ตาบอดได้ หากเกิดการอักเสบของกระจกตา ม่านตา หรือเส้นประสาทตา แต่การตรวจและรักษาอย่างทันท่วงทีจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

งูสวัดขึ้นตาเป็นโรคติดต่อไหม?

โรคงูสวัดที่ตาเป็นโรคติดต่อผ่านการสัมผัสน้ำจากตุ่มแผล โดยผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสหรือไม่เคยได้รับวัคซีนอาจติดเชื้อและเป็นอีสุกอีใส จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำจนกว่าแผลจะแห้งตกสะเก็ด

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ