บทความสุขภาพ

ขี้ตาเยอะ เกิดจากอะไร? สัญญาณเตือนสุขภาพดวงตาที่ไม่ควรละเลย

บทความโดย: seoteam seoteam วันที่อัพเดท: 19 มิถุนายน 2569

ขี้ตาเยอะเกิดจาก

“ขี้ตา” หากมีในปริมาณเล็กน้อยถือเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าสังเกตว่ามีขี้ตาเพิ่มมากขึ้น มีสีเหลืองหรือเขียว และมีลักษณะเหนียวข้น อาจเป็นสัญญาณเตือนของการติดเชื้อหรือความผิดปกติของดวงตา โดยเฉพาะหากใช้ยาหยอดตาแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการอักเสบมากขึ้น

บทความนี้จะชวนคุณมาทำความเข้าใจว่าขี้ตาเกิดจากอะไร รวมถึงสาเหตุของขี้ตาในแบบต่าง ๆ ว่าแบบไหนที่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ และแบบไหนที่ควรระวัง พร้อมแนะนำวิธีสังเกตอาการและการดูแลดวงตาอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยให้คุณดูแลสุขภาพดวงตาได้อย่างมั่นใจในทุกวัน


Key Takeaway

  • ขี้ตาเยอะไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก อาจสะท้อนทั้งการระคายเคืองทั่วไป ไปจนถึงภาวะตาติดเชื้อของดวงตา
  • สังเกตขี้ตาเยอะได้จากลักษณะขี้ตา เช่น สีเหลืองหรือเขียว เหนียวข้น และมีปริมาณมากกว่าปกติ มักเป็นสัญญาณผิดปกติ
  • เด็กเล็กมีโอกาสเกิดขี้ตาเยอะได้บ่อย โดยเฉพาะจากท่อน้ำตาอุดตัน ทำให้น้ำตาและสิ่งคัดหลั่งระบายไม่ดี
  • การดูแลเบื้องต้น เช่น รักษาความสะอาด หลีกเลี่ยงการขยี้ตา และถนอมสายตา สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้
  • หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการร่วม เช่น ตาแดง บวม เจ็บ หรือมองเห็นผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม

สารบัญบทความ


สาเหตุของปัญหาขี้ตาเยอะ

สาเหตุของขี้ตาเยอะ

ขี้ตาเยอะเกิดจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวันไปจนถึงความผิดปกติของดวงตาที่ควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยสาเหตุที่พบบ่อย เช่น 

  • เกิดจากดวงตาติดเชื้อ เช่น เยื่อบุตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ทำให้มีขี้ตาเยอะ มีลักษณะเป็นสีเหลืองหรือเขียว และอาจมีอาการตาแดงร่วมด้วย
  • ภาวะตาแห้ง โดยมักเกิดจากการใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน เมื่อดวงตาขาดความชุ่มชื้น ร่างกายอาจผลิตเมือกออกมามากขึ้น จนกลายเป็นขี้ตาสะสมในที่สุด
  • การอุดตันของท่อน้ำตา ทำให้เมือกระบายออกได้ไม่ดี จึงเกิดขี้ตาเยอะผิดปกติ
  • ภูมิแพ้ขึ้นตา โดยมักมีอาการคัน เคืองตา น้ำตาไหล ทำให้มีขี้ตาเพิ่มขึ้น
  • การระคายเคืองจากสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ควัน หรือการใช้คอนแทคเลนส์ที่ไม่สะอาด
  • การอักเสบของเปลือกตา (Blepharitis) อาจเกิดจากแพ้เครื่องสำอางค์ ต่อมไขมันอุดตัน ส่งผลให้มีขี้ตาเป็นคราบหรือเกาะตามขอบตา บางรายอาจมีเปลือกตาแดง
  • พฤติกรรมขยี้ตาบ่อย หรือการสัมผัสดวงตาด้วยมือที่ไม่สะอาด อาจนำเชื้อโรคเข้าสู่ดวงตาได้ง่าย

ขี้ตาเยอะในเด็ก เกิดจากอะไรได้บ้าง?

หลังจากที่ทราบแล้วว่าขี้ตาเยอะเกิดจากอะไร จะเห็นได้ว่าปัญหานี้ไม่ได้พบเฉพาะในผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นได้ในเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยเล็กที่ดวงตายังบอบบางและไวต่อการระคายเคือง ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อย มีดังนี้

ท่อน้ำตาอุดตัน

เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก เมื่อท่อน้ำตาระบายได้ไม่ดี จะทำให้น้ำตาไหลเอ่ออยู่ตลอด และเกิดขี้ตาสะสมบริเวณหัวตา ส่งผลให้เด็กอาจมีอาการน้ำตาไหลมากผิดปกติแม้ไม่ได้ร้องไห้ ซึ่งหากดูแลไม่เหมาะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อตาติดเชื้อได้อีกด้วย

การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส

ปัญหาตาติดเชื้อ เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดขี้ตาเยอะ โดยมักมีลักษณะขี้ตาเป็นสีเหลืองหรือเขียว ร่วมกับอาการตาแดง เปลือกตาบวมแดง และอาจมีน้ำตาไหล เด็กบางรายอาจมีอาการระคายเคืองจนขยี้ตาบ่อย จนทำให้อาการยิ่งแย่ลง

มีอาการภูมิแพ้

เด็กที่มีอาการภูมิแพ้ขึ้นตาอาจมีอาการคันตา น้ำตาไหล และมีขี้ตาเพิ่มขึ้นได้โดยมักเกิดจากฝุ่นละออง ควัน หรือสารก่อภูมิแพ้รอบตัว ซึ่งส่งผลให้ดวงตาเกิดการระคายเคืองได้ง่าย

มีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา 

เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ดวงตา ไม่ว่าจะเป็นในผู้ใหญ่หรือเด็ก ก็สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ เช่น ฝุ่นละออง เศษผง หรือขนตา ซึ่งจะกระตุ้นให้ดวงตาผลิตน้ำตาและเมือกมากขึ้น จนเกิดเป็นขี้ตา โดยในเด็กอาจสังเกตได้จากอาการเคืองตา หรี่ตา หรือร้องไห้บ่อยกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น ขี้ตาเพิ่มขึ้นมาก ดวงตาอักเสบชัดเจน หรือสงสัยว่ามีภาวะตาติดเชื้อ ควรพาเด็กเข้าพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อความสบายใจและความปลอดภัยของดวงตาของลูกน้อยในระยะยาวค่ะ


ขี้ตาแบบไหนปกติ แบบไหนผิดปกติ สังเกตจากอะไรได้บ้าง?

ขี้ตาเป็นกลไกตามปกติของร่างกายในการช่วยขับของเสียออกจากดวงตา แต่หากมีลักษณะเปลี่ยนแปลง หรือเกิดร่วมกับอาการผิดปกติอื่น ๆ อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพดวงตาที่ไม่ควรมองข้าม โดยสามารถสังเกตได้จากลักษณะดังนี้

  • ขี้ตามีสีเหลืองหรือเขียว และมีลักษณะเหนียวข้น อาจบ่งบอกถึงภาวะตาติดเชื้อจากแบคทีเรีย
  • ขี้ตาออกมากผิดปกติจนทำให้ลืมตาลำบาก โดยเฉพาะหลังตื่นนอน อาจเป็นสัญญาณของการอักเสบในดวงตา
  • มีขี้ตาร่วมกับอาการตาแดง เจ็บตา หรือเปลือกตาบวม อาจเกิดจากการที่ตาติดเชื้อหรือการระคายเคืองรุนแรง
  • มีน้ำตาไหลมากผิดปกติร่วมกับขี้ตา อาจเกี่ยวข้องกับภาวะท่อน้ำตาอุดตัน
  • มีอาการคันตา เคืองตา และขี้ตาเพิ่มขึ้น อาจสัมพันธ์กับอาการแพ้หรือการระคายเคืองจากสิ่งแวดล้อม
  • ขี้ตาเป็นเรื้อรัง ไม่หายแม้ดูแลเบื้องต้นแล้ว อาจเป็นสัญญาณของปัญหาดวงตาที่ควรได้รับการตรวจโดยแพทย์

หากพบอาการเหล่านี้ ควรหลีกเลี่ยงการขยี้ตา และพิจารณาเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสม


วิธีรักษาขี้ตาเยอะตามสาเหตุ

แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับอาการและระดับความรุนแรงของแต่ละคน โดยหากมีขี้ตาในปริมาณไม่มาก และยังไม่มีอาการตาแดงหรืออักเสบรุนแรง สามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

ทำความสะอาดรอบดวงตา

ก่อนทำความสะอาด ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง จากนั้นใช้ผ้าสะอาดหรือสำลีชุบน้ำอุ่น เช็ดบริเวณรอบดวงตาอย่างเบามือ เพื่อช่วยให้ขี้ตาที่เกาะอยู่ค่อย ๆ หลุดออก และช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรกและเชื้อโรค

ใส่แว่นตาแทนการใส่คอนแทคเลนส์

ในช่วงที่มีอาการตาอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองหรือกระจกตาอักเสบ การใส่แว่นตา หรือแว่นกันแดด จะช่วยปกป้องดวงตาจากฝุ่นละอองและสิ่งแปลกปลอมภายนอกได้มากขึ้น

ใช้ยาหยอดตา

สามารถเลือกใช้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองหรือเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตาได้ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการตาติดเชื้อรุนแรง เช่น เปลือกตาบวมแดง มีหนอง หรือมีลักษณะคล้ายตากุ้งยิง ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับยาที่เหมาะสม เช่น ยาหยอดตา ยาป้ายตา หรือยารับประทาน เพื่อลดการอักเสบอย่างถูกจุด

หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ 

เพราะฉะนั้น หากขี้ตาเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยและไม่มีอาการผิดปกติอื่นร่วม มักสามารถดูแลได้ด้วยตนเอง แต่หากอาการไม่ดีขึ้น มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น หรือมีสัญญาณของการตาติดเชื้อ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามและส่งผลกระทบต่อดวงตาในระยะยาว


การป้องกันและดูแลดวงตาให้ห่างไกลปัญหาขี้ตาเยอะ

ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ควรได้รับการดูแลอย่างใส่ใจ การป้องกันตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะตาอักเสบและปัญหาดวงตาอื่น ๆ ได้ในระยะยาว โดยสามารถดูแลได้ด้วยแนวทางดังนี้

งดการสัมผัสหรือขยี้ตา

ควรหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสหรือขยี้ดวงตา เพราะนอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงให้กระจกตาเกิดการระคายเคืองหรือบางลงแล้ว ยังอาจนำเชื้อโรคจากมือที่ไม่สะอาดเข้าสู่ดวงตา จนเกิดการติดเชื้อได้

ใช้น้ำตาเทียมที่ไม่ใส่สารกันเสีย

น้ำตาเทียมบางประเภทมีสารกันเสียเพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหลังเปิดใช้ ซึ่งมักเป็นแบบขวดใช้ระยะยาว อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้น้ำตาเทียมแบบรายวัน (Single-use) และควรใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง จะช่วยลดโอกาสการปนเปื้อนและลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองดวงตาได้มากขึ้น

ล้างมือให้สะอาดก่อนใส่คอนแทคเลนส์เสมอ

ก่อนใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง และหากเป็นไปได้ ควรใช้ที่คีบเลนส์แทนการใช้นิ้วสัมผัสโดยตรง นอกจากนี้ควรตรวจสอบวันหมดอายุ มาตรฐานการรับรอง และระยะเวลาการใช้งานของเลนส์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยของดวงตา


รู้เท่าทันขี้ตาเยอะเกิดจากอะไร เข้าใจสาเหตุเพื่อการดูแลดวงตาได้อย่างตรงจุด

ขี้ตาเยอะเป็นสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม เพราะขี้ตาเยอะเกิดจากอะไรนั้นสามารถมีได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่การระคายเคืองเล็กน้อย ภูมิแพ้ ไปจนถึงภาวะตาติดเชื้อหรือความผิดปกติของดวงตา การสังเกตลักษณะของขี้ตาและอาการร่วม เช่น สี ความเหนียว ปริมาณ รวมถึงอาการตาแดง คัน หรือปวดตา จะช่วยให้สามารถประเมินเบื้องต้นได้ว่าอยู่ในระดับปกติหรือควรได้รับการดูแลเพิ่มเติม

การดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น การรักษาความสะอาด หลีกเลี่ยงการขยี้ตา เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อดวงตา และถนอมสายตาในชีวิตประจำวัน จะช่วยลดความเสี่ยงของการอักเสบและป้องกันไม่ให้อาการลุกลาม อย่างไรก็ตาม หากขี้ตาเยอะผิดปกติ ไม่ดีขึ้น หรือมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ควรเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างตรงจุด

สามารถติดต่อสอบถามกับทีมจักษุแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ ได้ที่

  • Line: @samitivejchinatown
  • โทร 02-118-7893 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

คำถามที่พบบ่อย

ขี้ตาเยอะตอนตื่นนอน ปกติไหม?

โดยทั่วไป ขี้ตาเล็กน้อยหลังตื่นนอนถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีปริมาณมาก เหนียวข้น หรือมีสีเหลือง และเขียว อาจเป็นสัญญาณของการอักเสบหรือตาติดเชื้อได้

ขี้ตาเยอะเกิดจากอะไร อันตรายไหม?

ขี้ตาเยอะอาจเกิดจากการระคายเคือง ภูมิแพ้ ตาแห้ง หรือการติดเชื้อ ซึ่งความรุนแรงขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากมีอาการร่วม เช่น ตาแดง ปวดตา หรือมองเห็นไม่ชัด ควรพบแพทย์

ขี้ตาเยอะควรไปพบแพทย์เมื่อไหร่?

หากขี้ตาเยอะต่อเนื่อง ไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วัน มีลักษณะผิดปกติ หรือมีอาการร่วม เช่น ตาบวมแดง เจ็บตา หรือไวต่อแสง ควรเข้ารับการตรวจเพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ