บทความสุขภาพ

จอประสาทตาอักเสบ รู้ทันสาเหตุ อาการ และแนวทางรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ

บทความโดย: seoteam seoteam วันที่อัพเดท: 9 กันยายน 2569

จอประสาทตาอักเสบ

จอประสาทตาอักเสบ (Chorioretinitis) เป็นหนึ่งในภาวะทางตาที่รุนแรงและอันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากจอประสาทตาคือส่วนชั้นเนื้อเยื่อสำคัญด้านหลังดวงตาที่ทำหน้าที่รับภาพและส่งสัญญาณไปยังสมอง เมื่อเกิดการอักเสบขึ้นบริเวณจอตาก็อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็นได้โดยตรง 

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของโรคจอประสาทตาอักเสบ ตั้งแต่โครงสร้างของดวงตา อาการที่ต้องสังเกต สาเหตุที่ทำให้จอประสาทตาอักเสบ การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ ตลอดจนแนวทางการรักษา เพื่อช่วยปกป้องดวงตาคู่สำคัญของคุณให้คมชัดเจนยาวนานที่สุด


KEY TAKEAWAY

  • จอประสาทตาอักเสบเป็นภาวะอักเสบของเนื้อเยื่อชั้นจอประสาทตาและชั้นคอรอยด์ มักทำให้การมองเห็นลดลง มองเห็นจุดดำ หรือปวดตาเวลากลอกตา
  • สาเหตุเกิดได้ทั้งจากการติดเชื้อ (เช่น ไวรัส CMV, ถุงพยาธิ, เชื้อรา) และไม่ติดเชื้อ (เช่น โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง)
  • หากมีอาการจอประสาทตาอักเสบเฉียบพลันต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจจอประสาทตาในทันที เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เพิ่มเติม

สารบัญบทความ


จอประสาทตาอักเสบ (Chorioretinitis) คือโรคอะไร?

ตรวจจอประสาทตา

การทำความเข้าใจว่า Retinitis คืออะไร? ต้องเริ่มจากทำความเข้าใจโครงสร้างของดวงตาก่อน โดยจอประสาทตาคือแผ่นเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่รับแสงอยู่ด้านหลังสุดของดวงตา ทำหน้าที่เปลี่ยนแสงเป็นสัญญาณประสาทส่งไปยังสมอง ในขณะที่ชั้น "คอรอยด์" (Choroid) คือชั้นหลอดเลือดที่อยู่ติดกัน ทำหน้าที่เลี้ยงจอประสาทตา

เมื่อเกิดการอักเสบขึ้น บริเวณดังกล่าวจะถูกเรียกว่า “จอประสาทตาอักเสบ” หรือในทางการแพทย์มักพบในรูปแบบ Chorioretinitis ซึ่งเป็นการอักเสบร่วมกันระหว่างชั้นจอประสาทตา (Retina) และชั้นคอรอยด์ (Choroid) เนื่องจากเนื้อเยื่อทั้งสองชั้นอยู่ติดกัน ภาวะจอประสาทตาอักเสบจึงส่งผลให้เซลล์รับแสงทำงานผิดปกติ จนทำให้เกิดอาการตามัว หรือหากอาการอักเสบรุนแรง ก็อาจส่งผลให้เกิดแผลเป็นที่จอตาจนส่งผลเสียต่อการมองเห็นอย่างถาวร


จอประสาทตาอักเสบมีอาการอย่างไร?

อาการจอประสาทตาอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน โดยขึ้นอยู่กับสาเหตุและตำแหน่งของการอักเสบ โดยมีจุดที่ควรสังเกตความผิดปกติของดวงตาดังนี้

  • ตามัวหรือการมองเห็นลดลง : ผู้ป่วยจอประสาทตาอักเสบจะมีอาการเริ่มแรกคือรู้สึกเหมือนมีหมอกบัง หรือภาพตรงกลางมัวลง
  • เห็นจุดดำหรือเส้นใยลอยไปมา (Floaters) : เกิดจากเซลล์อักเสบกระจายเข้ามาในวุ้นตา
  • ปวดตาเวลากลอกตา : เกิดจากการอักเสบที่แผ่กระจายไปโดนเนื้อเยื่อรอบดวงตาหรือเส้นประสาท
  • มองเห็นแสงวาบหรือเห็นไฟเป็นแฉก : มีอาการดวงตาไวต่อแสงหรือเห็นแสงสว่างผิดปกติในที่มืด
  • มองเห็นภาพเบี้ยวหรือสีผิดเพี้ยน : เกิดขึ้นเมื่อตำแหน่งการอักเสบไปโดนจุดรับภาพ (Macula)

*ข้อควรระวัง หากเริ่มมีอาการมองเห็นจุดดำเพิ่มขึ้น ภาพพร่ามัวลงอย่างรวดเร็ว หรือมีอาการจอประสาทตาอักเสบเฉียบพลัน ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจจอประสาทตาโดยเร็วที่สุด 


จอประสาทตาอักเสบเกิดจากสาเหตุใด?

ในทางการแพทย์สามารถแบ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการจอประสาทตาอักเสบ ได้ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้

จอประสาทตาอักเสบที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อ

สาเหตุของอาการจอประสาทตาอักเสบในกลุ่มนี้มักเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานผิดปกติ จนหันมาระคายเคืองหรือทำลายเนื้อเยื่อตนเอง ซึ่งมักมีสาเหตุมาจาก

  • โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Diseases) เช่น โรคลูปัส (SLE), โรครูมาตอยด์, หรือโรคเบเช็ท (Behcet's Disease)
  • โรคซาร์คอยโดซิส (Sarcoidosis) ทำให้เกิดก้อนอักเสบตามอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงดวงตา
  • การอักเสบหลังการผ่าตัดหรืออุบัติเหตุ การได้รับบาดเจ็บบริเวณดวงตาอาจกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาอักเสบเรื้อรัง

จอประสาทตาอักเสบที่มาจากการติดเชื้อ

การติดเชื้อจากเชื้อโรคต่าง ๆ สามารถเข้าสู่ดวงตาได้ผ่านทางกระแสเลือดหรือบาดแผล โดยสาเหตุของอาการจอประสาทตาอักเสบในกลุ่มนี้ มักมีสาเหตุมาจาก

  • เชื้อไวรัส เช่น Cytomegalovirus (CMV) ซึ่งมักพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ, ไวรัสเริม (HSV), หรือไวรัสงูสวัด (VZV) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดอาการจอประสาทตาอักเสบเฉียบพลัน
  • เชื้อพยาธิและโปรโตซัว เช่น Toxoplasma gondii ที่พบในอุจจาระแมวหรือเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก
  • เชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา เช่น โรคซิฟิลิส (Syphilis), วัณโรค (Tuberculosis), หรือการติดเชื้อราในกระแสเลือด

ปัจจัยที่เพิ่มโอกาสให้เกิดอาการจอประสาทตาอักเสบมีอะไรบ้าง?

สำหรับคนบางกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงอาจส่งผลให้มีโอกาสเกิดอาการจอประสาทตาอักเสบได้มากกว่าคนทั่วไป โดยปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคจะมีดังนี้

  • ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS ผู้ป่วยที่ได้รับยา กดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด
  • การมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง หรือโรคข้ออักเสบ
  • การพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิต การรับประทานอาหารดิบหรือปรุงไม่สุก การสัมผัสสัตว์เลี้ยงโดยไม่ได้ล้างมือ
  • ประวัติการติดเชื้อในร่างกาย เช่น ผู้ที่มีเชื้อซิฟิลิสหรือวัณโรคแฝงอยู่ในร่างกาย
  • การละเลยการตรวจสายตาประจำปี ทำให้ไม่ทราบความผิดปกติของดวงตาในระยะเริ่มต้น

โรคจอประสาทตาอักเสบที่รักษาไม่ดี มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอะไร?

หากปล่อยให้เกิดอาการจอประสาทตาอักเสบเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง เนื้อเยื่อดวงตาจะเกิดความเสียหายและเกิดเป็นรอยแผลเป็น ซึ่งนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายมากยิ่งขึ้น เช่น

  • ต้อกระจก: การอักเสบเรื้อรังหรือการใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องนาน ๆ อาจทำให้เลนส์ตาขุ่นมัว
  • จอประสาทตาลอก: การอักเสบอาจทำให้เกิดแรงดึงรั้งจนชั้นจอประสาทตาหลุดลอกออกจากดวงตาได้
  • จอประสาทตาเป็นรู: รอยแผลเป็นจากการอักเสบดึงรั้งจนเกิดรูรั่วบนจอประสาทตา
  • ต้อหินแทรกซ้อน: ความดันในตาพุ่งสูงขึ้นจากการอุดตันของทางระบายน้ำในดวงตา
  • จอประสาทตาเสื่อม: จุดรับภาพบนดวงตาเสียหาย ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นอย่างถาวร
  • มะเร็งจอประสาทตา: ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรง อาจต้องรับการวินิจฉัยแยกโรคออกจากก้อนเนื้อร้ายหรือมะเร็งจอประสาทตา

การวินิจฉัยโรคจอประสาทตาอักเสบ

สำหรับผู้ป่วยที่สงสัยหรือมีอาการของโรคจอประสาทตาอักเสบ เมื่อเข้ารับการตรวจจักษุแพทย์จะทำการประเมินวินิจฉัยอย่างละเอียดตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ประวัติอาการ โรคประจำตัว และการใช้ยา
  • การหยอดยาขยายม่านตา: เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นชั้นจอตาและหลอดเลือดด้านหลังได้อย่างชัดเจน
  • การตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่อง Slit-Lamp: ตรวจดูการอักเสบในวุ้นตาและจอประสาทตา
  • การถ่ายภาพตัดขวางจอประสาทตา (OCT): เพื่อประเมินความหนาแน่นและรอยโรคในชั้นจอประสาทตา
  • การฉีดสีตรวจหลอดเลือดจอประสาทตา (Fluorescein Angiography): เพื่อหาจุดที่มีการรั่วซึมของหลอดเลือด หรือพื้นที่ที่ขาดเลือด
  • การตรวจเลือด: เพื่อหาสาเหตุการติดเชื้อหรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองที่ซ่อนอยู่เพิ่มเติม

โรคจอประสาทตาอักเสบรักษาอย่างไร?

จอประสาทตาอักเสบ วิธีรักษา

คำถามที่หลายคนมักกังวลคือโรคจอประสาทตาอักเสบรักษาหายไหม? คำตอบคือสามารถรักษาให้ดีขึ้นหรือหายขาดได้ หากได้รับการตรวจและรักษาตรงตามสาเหตุของโรคตั้งแต่ระยะแรก โดยแนวทางการรักษาอาการจอประสาทตาอักเสบจะมี 3 วิธีหลัก ๆ ดังนี้

การรักษาโรคจอประสาทตาอักเสบแบบใช้ยา

สำหรับกรณีที่มีอาการรุนแรงหรืออยู่ในระยะของการอักเสบ การใช้ยาจะช่วยบรรเทาอาการได้อย่างรวดเร็ว

  • ยารักษาตามสาเหตุการติดเชื้อ: หากอาการจอประสาทตาอักเสบเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือพยาธิ แพทย์จะให้ยาต้านไวรัส ยาปฏิชีวนะ หรือยาต้านพยาธิ ทั้งในรูปแบบยารับประทาน ยาฉีดเข้าเส้นเลือด หรือการฉีดยาเข้าดวงตา
  • ยาสเตียรอยด์ (Steroids): ใช้เพื่อลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว มีทั้งรูปแบบยาหยอดตา ยารับประทาน หรือยาฉีดรอบดวงตา
  • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressants): สำหรับผู้ป่วยที่มีสาเหตุมาจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เพื่อควบคุมปฏิกิริยาของร่างกายในระยะยาว

การรักษาโรคจอประสาทตาอักเสบแบบไม่ใช้ยา

ในกรณีที่อาการอักเสบของจอประสาทตาไม่ได้รุนแรงมาก แพทย์อาจเลือกวิธีการปรับพฤติกรรมเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ

  • การพักผ่อนสายตา: ลดการใช้สายตารุนแรงในระยะที่มีการอักเสบ
  • การสวมแว่นกันแดด: ช่วยลดอาการสู้แสงไม่ได้และปกป้องดวงตาจากรังสี UV
  • การปรับพฤติกรรม: หลีกเลี่ยงการขยี้ตา และดูแลสุขอนามัยรอบดวงตาอย่างเคร่งครัด

การรักษาโรคจอประสาทตาอักเสบด้วยการผ่าตัด

ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น จอประสาทตาเป็นรู, เกิดภาวะจอประสาทตาลอก หรือมีเลือดออกในวุ้นตา จักษุแพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดวุ้นตา (Vitrectomy) หรือการใช้เลเซอร์เพื่อเชื่อมปิดรอยรั่วและซ่อมแซมจอประสาทตา


โรคจอประสาทตาอักเสบสามารถป้องกันได้อย่างไร?

ถึงแม้ว่าอาการจอประสาทตาอักเสบบางชนิดจะป้องกันได้ยากเนื่องจากเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันภายใน แต่เราสามารถลดความเสี่ยงลงได้ด้วยการรักษาสุขอนามัย ล้างมือก่อนสัมผัสดวงตา และหลีกเลี่ยงการทานอาหารดิบเพื่อป้องกันเชื้อพยาธิ พร้อมทั้งดูแลร่างกายให้แข็งแรงและหมั่นเข้ารับการตรวจสายตาประจำปี โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว 

หากเริ่มสังเกตพบอาการจอประสาทตาอักเสบ เช่น ตามัว, มองเห็นจุดดำลอย หรือปวดตาเวลากลอกตา ควรรีบพบจักษุแพทย์ในทันที โดยไม่ควรซื้อยาหยอดตามาใช้เองเพื่อความปลอดภัยของดวงตา


ดูแลและรักษาโรคจอประสาทตาอักเสบที่ Samitivej Chinatown

อาการจอประสาทตาอักเสบเป็นโรคทางตาที่มีความละเอียดซับซ้อนและต้องการการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีโดยจักษุแพทย์ที่มีประสบการณ์ ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ (Samitivej Chinatown) เรามีความพร้อมทั้งด้านทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางจอประสาทตา และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยในการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาอย่างครอบคลุม เพื่อช่วยปกป้องดวงตาและคืนคุณภาพการมองเห็นที่ดีที่สุดให้กับคุณ 

หากคุณหรือคนที่คุณรักมีอาการสงสัยเกี่ยวกับจอประสาทตาอักเสบหรือต้องการตรวจจอประสาทตา สามารถติดต่อสอบถามหรือนัดหมายปรึกษาแพทย์ได้ที่

  • Line: @samitivejchinatown
  • Tel: 02-118-7893 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

References


คำถามที่พบบ่อย

จอประสาทตาอักเสบหายเองได้ไหม?

อาการจอประสาทตาอักเสบไม่สามารถหายเองได้ ส่วนใหญ่ต้องได้รับการรักษาด้วยยาต้านเชื้อหรือยาลดการอักเสบอย่างถูกต้อง หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้เกิดแผลเป็นที่จอประสาทตาและสูญเสียการมองเห็นถาวร

จอประสาทตาอักเสบอันตรายไหม?

ถือเป็นโรคทางตาที่รุนแรง หากได้รับการรักษาล่าช้าอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น จอประสาทตาลอก, ต้อหิน หรือสูญเสียการมองเห็นถาวร การพบจักษุแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ