บทความสุขภาพ

หนังตาตกเกิดจากอะไร? อาการ สาเหตุ และวิธีรักษาที่ได้ผล

บทความโดย: seoteam seoteam วันที่อัพเดท: 11 มิถุนายน 2569

หนังตาตก

หนังตาที่ดูตกหรือหย่อนคล้อยลงมา อาจเป็นมากกว่าปัญหาความงามที่หลายคนกังวล เพราะ “หนังตาตก” ไม่เพียงทำให้ใบหน้าดูเหนื่อย หรือดูมีอายุเกินจริงเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็นและการใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะในกรณีที่เปลือกตาหย่อนลงมาบดบังการมองเห็น หรือมีภาวะหางตาตกร่วมด้วย ซึ่งล้วนทำให้รูปตาและภาพรวมของดวงตาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจปัญหาหนังตาตกอย่างครบถ้วน ตั้งแต่สาเหตุ อาการที่ควรเฝ้าระวัง ไปจนถึงวิธีการรักษาที่ได้ผล เพื่อให้คุณสามารถมีเปลือกตาที่สวยไม่บดบังความมั่นใจ และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับคุณอย่างมากที่สุดค่ะ


Key Takeaway

  • หนังตาตกไม่ใช่แค่ปัญหาความงาม แต่สามารถกระทบต่อการมองเห็นและคุณภาพชีวิตได้
  • สาเหตุมีได้หลายปัจจัย ตั้งแต่ความเสื่อมตามวัย กล้ามเนื้อ เส้นประสาท ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต
  • การรักษามีทั้งแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัด ควรประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด

สารบัญบทความ


“หนังตาตก” คืออะไร (Ptosis) ต่างจากหนังตาปกติอย่างไร?

หนังตาตกต่างจากหนังตาปกติอย่างไร

หนังตาตก (Ptosis) คือภาวะที่เปลือกตาบนหย่อนคล้อยลงต่ำกว่าปกติ จนอาจบดบังดวงตาหรือการมองเห็นได้ บางรายอาจสังเกตได้ว่ามีเปลือกตาหย่อนเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้างร่วมกับหางตาตก ทำให้รูปตาดูเปลี่ยนไปและใบหน้าดูอ่อนล้าโดยไม่รู้ตัว

ในขณะที่หนังตาปกติจะอยู่ในตำแหน่งที่พอดี เปิดเผยดวงตาได้อย่างชัดเจนโดยไม่บดบังการมองเห็น แต่ผู้ที่มีหนังตาตกมักต้องยกคิ้วหรือเงยหน้าเพื่อช่วยให้มองเห็นได้ชัดขึ้น ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจส่งผลต่อทั้งบุคลิกภาพและสุขภาพดวงตาได้ในระยะยาวค่ะ


อาการของ “หนังตาตก” ที่ควรสังเกต

อาการของ “หนังตาตก” อาจค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยที่หลายคนไม่ทันสังเกตในช่วงแรก เพราะมักถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงเปลือกตาหย่อนจากอายุที่เพิ่มขึ้น หรือความอ่อนล้าของดวงตา แต่หากเริ่มส่งผลต่อการมองเห็นหรือรูปตาที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน สามารถสังเกตอาการหนังตาตกได้ ดังนี้

  • เปลือกตาบนตกลงมามากกว่าปกติ จนดูเป็นชั้นตาที่ไม่เท่ากัน
  • รู้สึกว่าดวงตาเปิดได้ไม่เต็มที่ หรือมองเห็นแคบลง
  • อาจต้องยกคิ้วหรือเงยหน้าเพื่อช่วยให้มองเห็นชัดขึ้น
  • มีอาการหางตาตกร่วมด้วย ทำให้รูปตาดูเศร้าหรืออ่อนล้า
  • หนังตาหย่อนลงมาบดบังการมองเห็น โดยเฉพาะเวลามองตรง
  • รู้สึกเมื่อยล้าบริเวณรอบดวงตาหรือหน้าผากจากการเกร็งกล้ามเนื้อ

สาเหตุของ “หนังตาตก” มีอะไรบ้าง?

สาเหตุของ “หนังตาตก” ไม่ได้เกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยมีสาเหตุดังนี้

  • ความเสื่อมตามวัย
    เมื่ออายุมากขึ้น เอ็นและกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยกเปลือกตาจะค่อย ๆ ยืดและอ่อนแรงลง ส่งผลให้เปลือกตาหย่อนและหางตาตกอย่างชัดเจน นอกจากนี้ผิวหนังบริเวณรอบดวงตายังสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดหนังตาตกได้ง่ายขึ้นตามธรรมชาติ
  • กล้ามเนื้อยก เปลือกตาทำงานผิดปกติ
    อาจเกิดได้ตั้งแต่กำเนิด (Congenital ptosis) หรือเกิดภายหลังจากการเสื่อมหรือกล้ามเนื้อที่ใช้งานหนัก ส่งผลให้ไม่สามารถลืมตาได้อย่างเต็มที่ ในบางรายอาจมีอาการข้างเดียว ทำให้รูปตาไม่สมดุลกัน
  • ความผิดปกติของเส้นประสาท
    เส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อเปลือกตา อาจทำให้เกิดหนังตาตกแบบเฉียบพลันได้ บางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคทางระบบประสาท เช่น ภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง เป็นต้น 
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต
    การเผลอขยี้ตาแรง ๆ เป็นประจำ การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ ล้วนส่งผลให้กล้ามเนื้อและผิวหนังรอบดวงตาเสื่อมเร็วขึ้น เพราะพฤติกรรมเหล่านี้อาจเร่งให้เกิดเปลือกตาหย่อนและหนังตาตกได้เร็วกว่าปกติ
  • อุบัติเหตุหรือการผ่าตัดบริเวณดวงตา
    การกระทบกระเทือนหรือการผ่าตัดรอบดวงตา อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อหรือเอ็นยึดเปลือกตา ทำให้โครงสร้างตาเสียสมดุล และเกิดหนังตาตกตามมาได้
  • โรคบางชนิด
    โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและระบบประสาท เช่น Myasthenia Gravis หรือภาวะ Horner’s syndrome สามารถทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาอ่อนแรง และส่งผลให้เปลือกตาหย่อนลงได้ด้วย
  • ภาวะหนังตาตกจากกลไก (Mechanical ptosis)
    เกิดจากภาวะไขมันส่วนเกิน ต่อมไขมันอุดตันที่เปลือกตา หรือหนังตาหย่อนมากผิดปกติ ทำให้เปลือกตาถูกดึงลงมา ส่งผลให้ลืมตาได้ไม่เต็มที่

การทราบสาเหตุของหนังตาตกเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแต่ละกรณีมีวิธีรักษาที่ต่างกัน หากมีเปลือกตาหย่อนหรือหางตาตกชัดเจน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมโดยไม่ควรปล่อยไว้นาน


“หนังตาตก” อันตรายไหม? ควรรักษาหรือไม่?

แม้หนังตาตกบางกรณีจะไม่อันตราย แต่ในบางรายอาจส่งผลต่อสุขภาพดวงตาได้ ดังนั้นคำถามที่ว่าอาการหนังตาตกอันตรายไหมและควรรักษาหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรงของอาการค่ะ

  • กระทบต่อการมองเห็นโดยตรง
    หากเปลือกตาหย่อนลงมาปิดบังดวงตา อาจทำให้มองเห็นไม่ชัด หรือมุมมองแคบลง ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การอ่านหนังสือหรือขับรถ
  • ส่งผลต่อโครงสร้างตาในระยะยาว
    การที่ต้องยกคิ้วหรือเงยหน้าเพื่อช่วยให้มองเห็น อาจทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาและโครงสร้างตาทำงานผิดสมดุลได้ในระยะยาว
  • อาจเกี่ยวข้องกับโรคทางตาอื่น ๆ
    ในบางกรณี ปัญหาหนังตาตกอาจพบร่วมกับภาวะ เช่น เปลือกตาอักเสบ ตากุ้งยิง หรือท่อน้ำตาอุดตัน ซึ่งส่งผลให้ดวงตาระคายเคืองหรือมีน้ำตาไหลผิดปกติ
  • เสี่ยงต่อการสะสมของสิ่งสกปรกและไขมัน
    เปลือกตาที่หย่อนมากอาจทำความสะอาดได้ยาก เพิ่มโอกาสเกิดภาวะต่อมไขมันเปลือกตาอุดตัน ซึ่งเป็นอีกสาเหตุของการอักเสบเรื้อรังบริเวณดวงตา
  • มีผลต่อการใส่คอนแทคเลนส์
    ผู้ที่มีหนังตาตกอาจรู้สึกไม่สบายตา หรือใส่เลนส์ตาได้ยากขึ้น เนื่องจากรูปทรงของเปลือกตาที่เปลี่ยนแปลงไป
  • กระทบต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจ
    แม้อาการหนังตาตกจะไม่อันตราย แต่หนังตาตกสามารถทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้า ดูง่วง หรือดูมีอายุเกินจริง โดยสามารถส่งผลต่อความมั่นใจได้ในระยะยาวอีกด้วย 

เพราะฉะนั้น ปัญหาหนังตาตกอาจไม่ใช่ภาวะที่อันตรายสำหรับทุกเคส แต่หากเริ่มส่งผลต่อการมองเห็น ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และพิจารณาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ ค่ะ


วิธีรักษา “หนังตาตก” มีอะไรบ้าง

การรักษา “หนังตาตก” ควรพิจารณาตามสาเหตุและความรุนแรงของอาการ โดยอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์เฉพาะทางเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด

การรักษาแบบไม่ผ่าตัด

วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง หรือยังไม่กระทบต่อการมองเห็นมากนัก โดยเน้นการประคับประคองอาการและชะลอความเสื่อมของเปลือกตาไปก่อน เช่น 

  • การใช้ยาและการรักษาตามสาเหตุ
    ในกรณีที่หนังตาตกเกิดจากโรค เช่น ภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือการอักเสบของดวงตา แพทย์อาจให้ยารักษาเฉพาะโรค ซึ่งสามารถช่วยให้อาการดีขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
  • การใช้ยาหยอดตากระตุ้นกล้ามเนื้อเปลือกตา
    ยาหยอดตาบางชนิดสามารถช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ยกเปลือกตาขึ้นได้ชั่วคราว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขอาการในระยะสั้น หรือยังไม่พร้อมสำหรับการผ่าตัด
  • การปรับพฤติกรรมการใช้สายตา
    หากลดการขยี้ตา พักสายตาอย่างเพียงพอ และหลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน สามารถช่วยลดการเสื่อมของกล้ามเนื้อและชะลอภาวะเปลือกตาหย่อนได้
  • อุปกรณ์ช่วยยกเปลือกตา (Ptosis crutch)
    เป็นอุปกรณ์ที่ติดกับแว่นตา เพื่อช่วยพยุงเปลือกตาให้เปิดได้มากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้หรือมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ

การผ่าตัดแก้ไขหนังตาตก (Ptosis Surgery)

เป็นวิธีที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนและถาวรมากที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่มีหนังตาตกในระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือส่งผลต่อการมองเห็นและคุณภาพชีวิต โดยมีวิธีที่เหมาะสมดังนี่

  • การผ่าตัดยกกล้ามเนื้อเปลือกตา (Levator resection/advancement)
    เป็นการปรับความตึงของกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ยกเปลือกตา ให้สามารถเปิดตาได้มากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่กล้ามเนื้อบริเวณตาสามารถทำงานได้อยู่
  • การผ่าตัดยึดเปลือกตากับกล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis sling)
    ใช้ในกรณีที่กล้ามเนื้อยกเปลือกตาอ่อนแรงมาก โดยอาศัยแรงจากหน้าผากช่วยยกเปลือกตาแทน การผ่าตัดโดยวิธีจะช่วยทำให้สามารถลืมตาได้ดีขึ้น
  • การผ่าตัดแก้ไขร่วมกับศัลยกรรมเปลือกตา
    ในบางรายที่มีเปลือกตาหย่อนร่วมกับไขมันหรือผิวหนังส่วนเกิน แพทย์อาจทำการตัดตกแต่งผิวหนังและไขมันร่วมด้วย เพื่อให้ได้ทั้งผลด้านการรักษาและความสวยงาม

สรุปแล้ว วิธีรักษาหนังตาตกมีทั้งแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัด ขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับอาการ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัย


ทำไมต้องรักษา “หนังตาตก” ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์

การรักษา “หนังตาตก” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความสวยงาม แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างดวงตาและการมองเห็นโดยตรง จึงควรเลือกสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้วินิจฉัยแม่นยำและรักษาได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว

โรงพยาบาลมีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุ

ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ มีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ด้านเปลือกตาและดวงตาโดยตรง สามารถวินิจฉัยสาเหตุของหนังตาตกได้อย่างแม่นยำ และวางแผนการรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

เทคโนโลยีและมาตรฐานการรักษา

ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ มีการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ควบคู่กับมาตรฐานการรักษาระดับสากล ช่วยให้การตรวจวินิจฉัยมีความแม่นยำ และการผ่าตัดอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนขณะผ่าตัด พร้อมให้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ต่อการมองเห็นร่วมกับความสวยงาม

การดูแลก่อนและหลังผ่าตัด

ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ มีการดูแลตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนรักษา ไปจนถึงการติดตามผลหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด ช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างราบรื่น และได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหนังตาตก (FAQ)

หนังตาตก vs ตาสองชั้นหลบใน ต่างกันอย่างไร?

หนังตาตกคือภาวะเปลือกตาบนหย่อนจนบดบังการมองเห็นจากกล้ามเนื้ออ่อนแรง ส่วนตาสองชั้นหลบในคือมีชั้นตาแต่ถูกผิวหนังหรือไขมันปิดและไม่กระทบการมองเห็น

หนังตาตกหายเองได้ไหม?

หนังตาตกมักไม่หายเอง หากเกิดจากกล้ามเนื้อหรือเอ็นยกเปลือกตาอ่อนแรงตามวัย และหากเกิดจากอาการชั่วคราว เช่น การอักเสบ ตากุ้งยิง หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ อาการอาจดีขึ้นได้เมื่อรักษาที่ต้นเหตุ แต่หากเป็นเรื้อรังควรรีบพบแพทย์ทันที

ผ่าตัดหนังตาตกเจ็บไหม?

การผ่าตัดมักทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ทำให้ระหว่างผ่าตัดแทบไม่รู้สึกเจ็บ แต่หลังผ่าตัดอาจมีอาการบวม ช้ำ หรือระคายเคืองเล็กน้อย ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยการทานยาและการดูแลจนเองตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้การพื้นฟื้นเป็นไปอย่างราบรื่นค่ะ

หลังผ่าตัดหนังตาตก ใช้เวลาพักฟื้นกี่วัน

โดยทั่วไปสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน ได้ภายใน 3–7 วัน และอาการบวมและช้ำจะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์ และผลลัพธ์จะเริ่มเข้าที่มากขึ้นในช่วงประมาณ 1–3 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

ผ่าตัดหนังตาตก ราคาเท่าไหร่

ราคาผ่าตัดหนังตาตกแตกต่างกันตามสาเหตุ ความยากของเคส เทคนิค และประสบการณ์ของแพทย์ โดยทั่วไปอยู่ในช่วงหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท แนะนำให้เข้ารับการประเมินกับแพทย์โดยตรง เพื่อทราบค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับแต่ละเคสอย่างชัดเจน


หนังตาตก รักษาได้ ไม่ควรปล่อยไว้

ดวงตาของเราย่อมเสื่อมสภาพไปตามอายุเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่หากได้รับการดูแลและแก้ไขอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็สามารถช่วยให้การมองเห็นกลับมาชัดเจน และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนังตาตกหรือความผิดปกติอื่น ๆ ของดวงตา การเข้ารับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางคือก้าวแรกที่สำคัญ

หากคุณกำลังมองหาการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ พร้อมทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมดูแลคุณในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวินิจฉัยไปจนถึงการรักษาอย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคล

สามารถติดต่อสอบถามกับทีมจักษุแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ ได้ที่

  • Line: @samitivejchinatown
  • โทร 02-118-7893 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ