บทความสุขภาพ

ตาแฉะเกิดจากอะไร? รวมสาเหตุที่ควรรู้ พร้อมวิธีดูแลอย่างถูกต้อง

บทความโดย: seoteam seoteam วันที่อัพเดท: 11 มิถุนายน 2569

ตาแฉะเกิดจากอะไร

อาการตาแฉะอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ หรือผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ มักจะต้องเจอกับอาการตาแห้งและความระคายเคืองอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นซ้ำ ๆ และส่งผลต่อความสบายในการใช้ชีวิตไม่น้อยเลยทีเดียว

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าตาแฉะเกิดจากอะไร มีลักษณะอาการอย่างไรบ้าง รวมถึงวิธีดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตาเปียกหรือมีน้ำตาไหลผิดปกติอยู่บ่อย ๆ พร้อมแนวทางการรักษาที่ช่วยบรรเทาอาการได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ดวงตาของคุณกลับมาสดใส มองเห็นสบาย และไม่ถูกรบกวนด้วยอาการขี้ตาหรือความระคายเคืองอีกต่อไปค่ะ 


Key Takeaway

  • อาการตาแฉะสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การระคายเคือง ภูมิแพ้ ภาวะตาแห้ง หรือการติดเชื้อของดวงตา
  • ลักษณะอาการอาจแตกต่างกันไป ตั้งแต่น้ำตาไหล ตาเปียก ไปจนถึงมีขี้ตาร่วม ซึ่งควรสังเกตความผิดปกติอย่างใกล้ชิด
  • อาการร่วม เช่น ตาแดง คัน แสบตา หรือขี้ตาสีเหลือง/เขียว อาจบ่งบอกถึงภาวะอักเสบหรือการติดเชื้อที่ควรได้รับการดูแล
  • แนวทางการรักษาควรพิจารณาตามสาเหตุ เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
  • หากมีอาการต่อเนื่องหรือรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์ เพื่อวินิจฉัยและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

สารบัญบทความ


อาการตาแฉะเกิดจากอะไร?

ตาแฉะเกิดจากอะไร อาการนี้มักเกิดจากการระคายเคืองของดวงตา เช่น ฝุ่นละออง ควัน ภูมิแพ้ หรือการใส่คอนแทคเลนส์ ทำให้น้ำตาไหลมากและเกิดภาวะตาเปียก

นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากภาวะตาแห้งที่กระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำตามากขึ้น รวมถึงการติดเชื้อ เช่น เยื่อบุตาอักเสบ ท่อน้ำตาอุดตัน หรือเปลือกตาอักเสบซึ่งทำให้มีขี้ตาและน้ำตาสะสมบริเวณดวงตา และหากมีอาการตาแฉะต่อเนื่อง คัน แสบตา หรือมีขี้ตาผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและดูแลดวงตาอย่างเหมาะสม โดยสาเหตุที่พบบ่อยของอาการตาแฉะ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

เยื่อบุตาอักเสบ

ภาวะเยื่อบุตาอักเสบเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของอาการตาแฉะ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือภูมิแพ้ ส่งผลให้ดวงตาแดง คัน ระคายเคือง และมีน้ำตาไหลมากร่วมกับขี้ตา โดยลักษณะขี้ตาอาจแตกต่างกันตามสาเหตุ เช่น เหนียวข้นในกรณีติดเชื้อแบคทีเรีย หรือมีลักษณะขี้ตาใสในกรณีที่มีอาการภูมิแพ้

ท่อน้ำตาอุดตัน

ภาวะท่อน้ำตาอุดตันทำให้น้ำตาไม่สามารถระบายลงสู่โพรงจมูกได้ตามปกติ จึงเกิดการคั่งของน้ำตาบริเวณดวงตา ทำให้มีอาการน้ำตาไหลเรื้อรัง รอบดวงตามีอาการตาเปียกง่าย และอาจมีขี้ตาเยอะร่วมด้วย หากมีการติดเชื้อแทรกซ้อน อาจพบอาการบวมแดงที่บริเวณหัวตาได้เช่นกัน

ขนตาทิ่มตา

ขนตาทิ่มตาเกิดจากแนวขนตาที่ขึ้นผิดทิศทาง ทำให้ขนตาสัมผัสกับผิวดวงตาโดยตรง ส่งผลให้เกิดการระคายเคือง น้ำตาไหล และอาจทำให้ตาแฉะได้ หากปล่อยไว้นานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบของกระจกตาได้

ตาแห้ง

ภาวะตาแห้งเกิดจากผิวของดวงตาขาดความชุ่มชื้น โดยมักพบในผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้ดวงตาได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ร่างกายจึงกระตุ้นการหลั่งน้ำตาออกมามากขึ้นเพื่อชดเชย ส่งผลให้มีอาการน้ำตาไหลเป็นพัก ๆ ร่วมกับความรู้สึกแสบหรือระคายเคืองบริเวณดวงตา

ภูมิแพ้ขึ้นตา

อาการภูมิแพ้ขี้นตาเกิดจากการแพ้จากฝุ่น ละอองเกสร หรือสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ อาจกระตุ้นให้ดวงตาเกิดการอักเสบ ทำให้มีอาการคัน เคืองตา บวม และน้ำตาไหลมากผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาแฉะและพบได้บ่อยในผู้ที่มีประวัติภูมิแพ้

เปลือกตาอักเสบ

เปลือกตาอักเสบเกิดจากความผิดปกติของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาหรือการติดเชื้อ ส่งผลให้มีอาการคัน แสบตา มีขี้ตา และน้ำตาไหล อาจพบสะเก็ดบริเวณโคนขนตาร่วมด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการตาแฉะได้


อาการตาแฉะ มีลักษณะอย่างไร?

ลักษณะอาการตาแฉะ

อาการตาแฉะมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ โดยบางรายอาจมีเพียงน้ำตาไหลเล็กน้อย ขณะที่บางรายอาจมีอาการระคายเคืองร่วมด้วย เช่น คัน แสบ หรือมีขี้ตา การสังเกตลักษณะอาการของดวงตาอย่างละเอียด จะช่วยให้แยกสาเหตุและดูแลได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • น้ำตาไหลมากกว่าปกติ หรือรู้สึกว่ารอบดวงตามีอาการตาเปียกอยู่ตลอดเวลา
  • มีขี้ตาเพิ่มขึ้นผิดปกติ อาจมีลักษณะใส เหนียว หรือเป็นสีเหลือง/เขียว 
  • ดวงตาแดงเห็นเส้นเลือดฝอยชัด มีอาการระคายเคือง หรือแสบตาร่วมด้วย
  • รู้สึกคันรอบดวงตา โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการภูมิแพ้
  • เปลือกตาบวม หรือมีอาการอักเสบบริเวณรอบดวงตา
  • ในบางครั้งอาจมองไม่ชัด เนื่องจากน้ำตาหรือขี้ตาที่มีลักษณะเหนียวข้นไปรบกวนการมองเห็น
  • รู้สึกเจ็บหรือระคายเคืองเมื่อกะพริบตา
  • ในบางรายอาจมีอาการแพ้แสง ไวต่อแสงร่วมด้วย

วิธีการป้องกันไม่ให้ตาแฉะ

อาการตาแฉะสามารถป้องกันได้ในหลายกรณี โดยเฉพาะเมื่อเกิดจากปัจจัยภายนอกหรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การดูแลดวงตาอย่างเหมาะสมจะช่วยลดโอกาสเกิดอาการตาเปียกและน้ำตาไหลผิดปกติได้ด้วยวิธีการป้องกันดังนี้ 

  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่น ควัน ละอองเกสร หรือมลภาวะที่ทำให้ดวงตาระคายเคือง
  • สวมแว่นกันแดดหรือแว่นป้องกันลม เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีลมหรือฝุ่นมาก
  • ล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสดวงตา และหลีกเลี่ยงการขยี้ตาเพื่อลดการระคายเคืองและการติดเชื้อ
  • ดูแลความสะอาดของคอนแทคเลนส์และหลีกเลี่ยงการใส่นานเกิน 8–12 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะตาแห้งและอาการตาแฉะ
  • ใช้น้ำตาเทียม (Artificial tears) เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะตาแห้ง
  • พักสายตาเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อใช้หน้าจอเป็นเวลานาน เช่น กฎ 20-20-20 เพื่อลดอาการระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางบริเวณดวงตาที่หมดอายุ หรือไม่สะอาด เพราะอาจก่อให้เกิดการระคายเคือง
  • รักษาความชุ่มชื้นในอากาศ เช่น ใช้เครื่องเพิ่มความชื้น (humidifier) ในห้องที่อากาศแห้ง
  • หลีกเลี่ยงสารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าตา และล้างตาทันทีหากมีสิ่งระคายเคืองเข้าสู่ดวงตา

หากดูแลเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีน้ำตาไหลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์ เพื่อวินิจฉัยสาเหตุและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับดวงตาของคุณ


วิธีรักษาอาการตาแฉะ

หลังจากที่ทราบแล้วว่าตาแฉะเกิดจากอะไร การรักษาควรเลือกให้เหมาะสมกับสาเหตุเพื่อช่วยบรรเทาอาการได้อย่างตรงจุด โดยแนวทางการรักษาที่แนะนำมีดังนี้

การใช้น้ำตาเทียม

การใช้น้ำตาเทียม ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะตาแห้งหรือระคายเคือง อีกทั้งยังช่วยลดอาการน้ำตาไหลผิดปกติและช่วยถนอมสายตาได้อีกด้วย

การประคบอุ่นเปลือกตา

ช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา ลดการอุดตันและบรรเทาอาการระคายเคือง เหมาะกับผู้ที่มีอาการเปลือกตาอักเสบเป็นอย่างมาก

การใช้ยาหยอดตาตามแพทย์สั่ง

ในกรณีที่เกิดจากการติดเชื้อหรือการอักเสบ การใช้ยาจะช่วยลดอาการได้อย่างตรงจุด ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เพื่อความปลอดภัย

การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

ลดการสัมผัสฝุ่น ควัน หรือสารก่อภูมิแพ้ เพื่อป้องกันการระคายเคืองและลดโอกาสเกิดอาการตาแฉะซ้ำ ช่วยให้ดวงตาแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

การดูแลความสะอาดดวงตา

ล้างทำความสะอาดบริเวณรอบดวงตาอย่างถูกวิธี เพื่อลดการสะสมของสิ่งสกปรกและขี้ตา ซึ่งเป็นสาเหตุของการระคายเคือง

การงดใส่คอนแทคเลนส์ชั่วคราว

ช่วยลดการเสียดสีและการระคายเคืองของดวงตา โดยเฉพาะในช่วงที่มีอาการตาแฉะ เพื่อให้ดวงตาได้พักและฟื้นฟู พร้อมทั้งช่วยถนอมสายตา

การนวดบริเวณท่อน้ำตา

ในกรณีที่มีภาวะท่อน้ำตาอุดตัน การนวดเบา ๆ จะช่วยระบายน้ำตาและลดการคั่งของน้ำตา และควรศึกษาการทำอย่างถูกวิธีเพื่อช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้น

การรักษาด้วยหัตถการหรือการผ่าตัด

สำหรับกรณีที่มีความผิดปกติรุนแรง เช่น ท่อน้ำตาอุดตันเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขสาเหตุให้เหมาะสมกับปัญหาอย่างถูกจุด

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าอาการตาแฉะเกิดจากอะไร หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–3 วันควรพบจักษุแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อดูแลดวงตาและถนอมสายตาในระยะยาว


ตาแฉะบ่อย ๆ อาจไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่คิด

อาการตาแฉะอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ แล้วหากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษาก็อาจเป็นเรื่องใหญ่ได้ โดยเฉพาะการทำความเข้าใจว่าปัญหาอย่าง “ตาแฉะเกิดจากอะไร” จะช่วยให้สามารถเลือกวิธีดูแลและรักษาได้อย่างเหมาะสมที่ตรงกับปัญหาของดวงตาได้มากยิ่งขึ้นค่ะ

หากมีอาการตาแฉะอย่างต่อเนื่อง น้ำตาไหลผิดปกติ หรือมีอาการอื่นร่วม เช่น คัน แสบตา ตาแดง หรือมองเห็นไม่ชัด ควรเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกจุด พร้อมดูแลสุขภาพดวงตาในระยะยาว

สามารถติดต่อสอบถามกับทีมจักษุแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ ได้ที่ 

  • Line: @samitivejchinatown
  • โทร 02-118-7893 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

คำถามที่พบบ่อย

ตาแฉะบ่อย ๆ แบบไหนที่ควรไปพบแพทย์?

หากมีอาการตาแฉะต่อเนื่อง2-3 วันขึ้นไป หรือเป็น ๆ หาย ๆ รวมถึงมีอาการร่วม เช่น ปวดตา ตาแดง บวมบริเวณเปลือกตา มีขี้ตาสีเหลืองหรือเขียว มองเห็นไม่ชัด หรือไวต่อแสงมากผิดปกติ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

ตาแฉะกับขี้ตาเยอะ ต่างกันอย่างไร และอันไหนอันตรายกว่ากัน?

ตาแฉะคือภาวะที่น้ำตาไหลมากผิดปกติ มักเกิดจากการระคายเคือง ภูมิแพ้ หรือภาวะตาแห้ง ขณะที่ขี้ตาเยอะเป็นลักษณะของสารคัดหลั่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าขี้ตาเยอะเกิดจากอะไร โดยมักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อหรือการอักเสบ โดยเฉพาะหากมีสีเหลืองหรือเขียว และโดยทั่วไป ขี้ตาเยอะที่มีลักษณะผิดปกติจะน่ากังวลมากกว่า เพราะมีโอกาสเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อและควรได้รับการตรวจรักษา

หากปล่อยให้อาการตาแฉะนาน ๆ จะมีผลเสียต่อดวงตาหรือไม่?

การปล่อยให้อาการตาแฉะเรื้อรังโดยไม่ได้รับการดูแล อาจทำให้เกิดการระคายเคืองสะสมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบของดวงตา ในบางกรณีอาจนำไปสู่การติดเชื้อ หรือส่งผลต่อผิวกระจกตา เช่น เกิดแผลหรือความผิดปกติของผิวตา ซึ่งอาจกระทบต่อคุณภาพการมองเห็นได้ หากอาการมีแนวโน้มไม่ดีขึ้น ควรเข้ารับการตรวจเพื่อวินิจฉัยและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ