บทความสุขภาพ

มะเร็งจอประสาทตา คืออะไร? รู้จักสาเหตุ อาการ และการรักษา

บทความโดย: seoteam seoteam วันที่อัพเดท: 10 สิงหาคม 2569

มะเร็งจอประสาทตา

หลายคนอาจมองข้ามความผิดปกติเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นกับดวงตาของเด็ก เช่น ตาเข ตาแดง หรืออาการมองเห็นผิดปกติ เพราะคิดว่าเป็นเพียงปัญหาทั่วไปที่สามารถหายได้เอง แต่รู้หรือไม่ว่าอาการบางอย่างอาจเป็นสัญญาณเตือนของมะเร็งจอประสาทตา โรคมะเร็งที่พบได้ในเด็ก ซึ่งหากตรวจพบล่าช้าอาจส่งผลต่อการมองเห็นและสุขภาพดวงตาในระยะยาวได้

บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับมะเร็งจอประสาทตา ตั้งแต่สาเหตุ มะเร็งตาอาการเริ่มต้น วิธีการตรวจวินิจฉัย ไปจนถึงแนวทางการรักษา เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเฝ้าระวังความผิดปกติของดวงตาและพาบุตรหลานเข้ารับการตรวจได้อย่างเหมาะสม


KEY TAKEAWAY

  • มะเร็งจอประสาทตาเป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีน RB1
  • ควรสังเกตอาการผิดปกติของดวงตาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น รูม่านตาสะท้อนแสงสีขาว ตาเข หรือการมองเห็นผิดปกติ เพื่อรีบเข้ารับการตรวจวินิจฉัย
  • การรักษามะเร็งจอประสาทตาในเด็กมีหลายวิธี เช่น เลเซอร์ ความเย็น เคมีบำบัด การฉายรังสี และการผ่าตัด โดยแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
  • การตรวจพบและรักษาอย่างทันท่วงที มีส่วนสำคัญในการเพิ่มโอกาสควบคุมโรค รักษาการมองเห็น และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

สารบัญบทความ


มะเร็งจอประสาทตา (Retinoblastoma) คือโรคอะไร?

มะเร็งจอประสาทตา (Retinoblastoma) คือโรคมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์บริเวณจอประสาทตา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของดวงตาที่ทำหน้าที่รับแสงและส่งสัญญาณภาพไปยังสมอง โรคนี้พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงอายุต่ำกว่า 5 ปี และสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในดวงตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและปัจจัยทางพันธุกรรมของแต่ละบุคคล


ประเภทของมะเร็งจอประสาทตา

มะเร็งจอประสาทตาในเด็ก

มะเร็งจอประสาทตาในเด็กสามารถแบ่งประเภทได้ตามลักษณะการเกิดโรคและความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ซึ่งช่วยให้แพทย์ประเมินความรุนแรงของโรคและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม โดยประเภทของมะเร็งจอประสาทตาแบ่งได้ดังนี้

  • มะเร็งจอประสาทตาในดวงตาข้างเดียว (Unilateral Retinoblastoma): เป็นชนิดที่พบได้บ่อย โดยเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นเฉพาะดวงตาข้างใดข้างหนึ่ง ส่วนใหญ่มักเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่เกิดขึ้นภายหลัง และไม่ได้ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก
  • มะเร็งจอประสาทตาในดวงตาทั้งสองข้าง (Bilateral Retinoblastoma): เป็นชนิดที่พบได้น้อยกว่า โดยเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นในดวงตาทั้งสองข้าง มักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีน RB1 ที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ จึงควรได้รับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
  • มะเร็งจอประสาทตาชนิดไตรภาคี (Trilateral Retinoblastoma): เป็นชนิดที่พบได้น้อยมากและมีความรุนแรง มักเกิดร่วมกับการพบก้อนเนื้องอกบริเวณสมอง โดยเฉพาะต่อมไพเนียล (Pineal gland) จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสายตาอย่างต่อเนื่อง

ทำไมมะเร็งจอประสาทตาถึงพบเจอในเด็กบ่อย

มะเร็งจอประสาทตาเป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก เนื่องจากจอประสาทตาเป็นเนื้อเยื่อที่มีการพัฒนาและแบ่งตัวอย่างรวดเร็วในช่วงวัยเด็ก จึงมีโอกาสเกิดความผิดปกติของเซลล์ได้มากกว่าช่วงวัยอื่น โดยโรคนี้มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงช่วงวัยเด็กตอนต้น

สาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งจอประสาทตาในเด็กมักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีน RB1 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์ เมื่อยีนดังกล่าวเกิดความผิดปกติ เซลล์บริเวณจอประสาทตาอาจแบ่งตัวอย่างไม่สามารถควบคุมได้และพัฒนาเป็นก้อนมะเร็ง โดยความผิดปกตินี้อาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ หรือเกิดขึ้นภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในร่างกาย

ด้วยเหตุนี้ ผู้ปกครองจึงควรหมั่นสังเกตความผิดปกติของดวงตาในเด็ก เช่น ตาเป็นสีขาวเมื่อถูกแสงแฟลช ตาเหล่ ตาเข หรือการมองเห็นผิดปกติ เพราะการตรวจพบมะเร็งตาตั้งแต่อาการเริ่มต้น จะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและเพิ่มโอกาสในการรักษาการมองเห็นของเด็กได้


สาเหตุของการเป็นมะเร็งจอประสาทตา

มะเร็งจอประสาทตา เกิดจากความผิดปกติของเซลล์บริเวณจอประสาทตาที่มีการเจริญเติบโตและแบ่งตัวมากกว่าปกติ โดยสาเหตุหลักมักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของยีนที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์ ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

  • ความผิดปกติของยีน RB1: ยีน RB1 มีหน้าที่ควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ในจอประสาทตา หากเกิดการกลายพันธุ์หรือทำงานผิดปกติ อาจส่งผลให้เซลล์แบ่งตัวอย่างไม่สามารถควบคุมได้ และพัฒนาเป็นก้อนมะเร็งจอประสาทตา
  • การถ่ายทอดทางพันธุกรรม: ในบางราย มะเร็งจอประสาทตาในเด็กเกิดจากความผิดปกติของยีนที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก ทำให้เด็กมีความเสี่ยงในการเกิดโรคตั้งแต่อายุยังน้อย และอาจพบความผิดปกติในดวงตาทั้งสองข้างได้
  • การกลายพันธุ์ของยีนที่เกิดขึ้นภายหลัง: สำหรับผู้ป่วยบางราย ความผิดปกติของยีนอาจเกิดขึ้นเฉพาะที่เซลล์บริเวณจอประสาทตา โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งมักพบเป็นมะเร็งจอประสาทตาที่เกิดขึ้นในดวงตาข้างเดียว

มองภาพไม่ชัด ค่าสายตาเปลี่ยนไป เลนส์ตาเริ่มขุ่น อาจเป็นสัญญาณของต้อกระจก อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ : รู้ทัน โรคต้อกระจก (Cataract) สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และวิธีป้องกัน


ลักษณะอาการของมะเร็งจอประสาทตา 

มะเร็งจอประสาทตาในระยะแรกอาจไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน ทำให้ผู้ปกครองสังเกตได้ยาก แต่เมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจเริ่มพบความผิดปกติของดวงตาหรือการมองเห็นได้ โดยมะเร็งตาในเด็กอาการที่ควรเฝ้าระวัง มีดังนี้

  • รูม่านตาสะท้อนแสงสีขาว (Leukocoria): เป็นอาการที่พบได้บ่อย โดยอาจเห็นแสงสะท้อนสีขาวจากรูม่านตาแทนสีแดงปกติเมื่อถ่ายภาพด้วยแฟลช ซึ่งอาจเป็นสัญญาณผิดปกติของจอประสาทตา
  • ตาเข (Strabismus): เกิดจากการที่ดวงตาไม่สามารถมองไปในทิศทางเดียวกันได้ อาจพบว่าตาข้างหนึ่งเบนเข้าหรือเบนออก และอาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งจอประสาทตา
  • การมองเห็นผิดปกติ: เด็กอาจมีปัญหาด้านการมองเห็น เช่น เดินชนสิ่งของบ่อย ไม่มองตามวัตถุ หรือใช้ตาข้างใดข้างหนึ่งมากกว่าปกติ
  • ตาแดง ปวดตา หรือระคายเคือง: ในบางรายอาจมีอาการตาแดง น้ำตาไหล หรือปวดตา โดยเฉพาะเมื่อโรคมีการดำเนินมากขึ้น
  • ลูกตาโตผิดปกติ: หากก้อนมะเร็งจอประสาทตามีขนาดใหญ่ขึ้น อาจส่งผลให้ความดันภายในลูกตาสูงขึ้น ทำให้ลูกตาขยายใหญ่หรือเกิดอาการปวดตา
  • ลักษณะดวงตาเปลี่ยนแปลง: อาจพบความผิดปกติของดวงตา เช่น สีม่านตาเปลี่ยนไป ม่านตาอักเสบ หรือดวงตาทั้งสองข้างมีลักษณะแตกต่างกัน

หากพบอาการผิดปกติเหล่านี้ ควรเข้ารับการตรวจจากจักษุแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากการตรวจพบมะเร็งจอประสาทตาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม


การวินิจฉัยโรคมะเร็งจอประสาทตา

การวินิจฉัยมะเร็งจอประสาทตาจำเป็นต้องอาศัยการตรวจโดยจักษุแพทย์ร่วมกับการตรวจเพิ่มเติม เพื่อประเมินลักษณะของก้อนมะเร็ง ตำแหน่งที่เกิดโรค และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม โดยวิธีการตรวจที่ใช้ ได้แก่

  • การตรวจจอประสาทตา (Fundus Examination): เป็นการตรวจพื้นฐานที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นความผิดปกติบริเวณจอประสาทตา เช่น ก้อนเนื้อหรือรอยโรคที่อาจบ่งชี้ถึงมะเร็งจอประสาทตา
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ตา (Eye Ultrasound): ใช้คลื่นเสียงในการสร้างภาพภายในลูกตา ช่วยประเมินขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของก้อนมะเร็ง รวมถึงช่วยแยกโรคจากความผิดปกติอื่น ๆ
  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): ใช้เพื่อดูการกระจายของโรคและประเมินว่ามะเร็งจอประสาทตาในเด็กมีการลุกลามไปยังบริเวณอื่นหรือไม่ โดยเฉพาะในรายที่สงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม
  • การตรวจทางพันธุกรรม (Genetic Testing): ใช้ตรวจหาความผิดปกติของยีน RB1 ซึ่งช่วยประเมินความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งจอประสาทตาที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม รวมถึงช่วยวางแผนการติดตามสุขภาพในระยะยาว
  • การตรวจไขกระดูกหรือการเจาะน้ำไขสันหลัง (ในบางกรณี): แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเมื่อสงสัยว่ามะเร็งจอประสาทตามีการแพร่กระจายออกนอกดวงตา เพื่อประเมินขอบเขตของโรคและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

ตาพร่ามัว มองเห็นแคบลง อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคต้อหิน อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ : รับมือกับโรค “ต้อหิน” ภัยเงียบต้องระวัง รู้ทันสาเหตุก่อนเสี่ยงตาบอด


แนวทางการรักษาโรคมะเร็งจอประสาทตา 

RB โรคตา

การรักษามะเร็งจอประสาทตามีเป้าหมายสำคัญคือการควบคุมเซลล์มะเร็ง รักษาการมองเห็น และลดความเสี่ยงที่โรคจะลุกลาม โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาตามขนาดและตำแหน่งของก้อนมะเร็ง อายุของเด็ก และความรุนแรงของโรค ซึ่งแนวทางการรักษามะเร็งจอประสาทตาในเด็กมีดังนี้

  • การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser Therapy): เป็นการใช้ลำแสงเลเซอร์ทำลายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง เหมาะสำหรับก้อนมะเร็งขนาดเล็กหรือระยะเริ่มต้น
  • การรักษาด้วยความเย็น (Cryotherapy): เป็นการใช้ความเย็นจัดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งบริเวณจอประสาทตา มักใช้กับก้อนมะเร็งขนาดเล็กที่อยู่บริเวณรอบนอกของจอประสาทตา
  • การให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy): ใช้ยาเพื่อยับยั้งหรือทำลายเซลล์มะเร็ง โดยอาจใช้เพื่อลดขนาดก้อนมะเร็งหรือควบคุมการแพร่กระจายของโรค
  • การฉีดยาเข้าวุ้นตา (Intravitreal Chemotherapy): เป็นการฉีดยาเข้าสู่วุ้นตาโดยตรง เพื่อช่วยควบคุมเซลล์มะเร็งที่อยู่ภายในลูกตา
  • การฉายรังสี (Radiation Therapy): ใช้รังสีพลังงานสูงทำลายเซลล์มะเร็ง โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสมของผู้ป่วย
  • การผ่าตัดนำลูกตาออก (Enucleation): ใช้ในกรณีที่ก้อนมะเร็งจอประสาทตามีขนาดใหญ่หรือไม่สามารถควบคุมด้วยวิธีอื่นได้ เพื่อป้องกันการลุกลามของโรค

ผลข้างเคียงของการรักษาโรคมะเร็งจอประสาทตา

การรักษามะเร็งจอประสาทตาอาจมีผลข้างเคียงแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวิธีการรักษา ตำแหน่งและขนาดของก้อนมะเร็ง รวมถึงสภาพร่างกายของเด็ก โดยการรักษาด้วยเคมีบำบัดอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ผมร่วง หรือภูมิคุ้มกันลดลงชั่วคราว ขณะที่การรักษาด้วยเลเซอร์หรือการรักษาด้วยความเย็นอาจส่งผลต่อเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงได้

ในกรณีที่ต้องผ่าตัดนำลูกตาออก เด็กอาจต้องได้รับการดูแลด้านการปรับตัวและการใช้ชีวิตหลังการรักษา อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยทุกราย และสามารถดูแลได้ภายใต้การติดตามของแพทย์อย่างใกล้ชิด การวางแผนการรักษามะเร็งจอประสาทตาในเด็กอย่างเหมาะสมจึงมีส่วนสำคัญในการควบคุมโรคและช่วยรักษาคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว


มะเร็งจอประสาทตา รู้ทันโรค รักษาอย่างเหมาะสม ที่ Samitivej Chinatown

มะเร็งจอประสาทตาเป็นโรคมะเร็งที่พบได้ในเด็กเล็ก เกิดจากความผิดปกติของเซลล์บริเวณจอประสาทตา ซึ่งอาจส่งผลต่อการมองเห็นหากไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม การสังเกตสัญญาณเตือน เช่น รูม่านตาสะท้อนแสงสีขาว ตาเข หรือความผิดปกติด้านการมองเห็น จะช่วยให้สามารถเข้ารับการวินิจฉัยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

แนวทางการรักษามะเร็งจอประสาทตาในเด็กขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่ง และระยะของโรค โดยแพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยความเย็น เคมีบำบัด การฉายรังสี หรือการผ่าตัดตามความเหมาะสม สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการเข้ารับคำปรึกษา ที่ โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ มีทีมแพทย์เฉพาะทางและความพร้อมด้านการตรวจวินิจฉัย เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละราย

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่


References

American Cancer Society. (2025, September 12). Retinoblastomahttps://www.cancer.org/cancer/types/retinoblastoma.html

National Cancer Institute. (n.d.). Retinoblastoma—patient version. National Institutes of Health. https://www.cancer.gov/types/retinoblastoma

Kaur, K., & Patel, B.C. (2025, February 17). Retinoblastoma. StatPearls Publishing. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK545276/


คำถามที่พบบ่อย

มะเร็งจอประสาทตาสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่?

มะเร็งจอประสาทตาสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ในบางราย ขึ้นอยู่กับชนิด ระยะของโรค และการตอบสนองต่อการรักษา ผู้ป่วยจึงควรเข้ารับการติดตามอาการตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติและวางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสม

มะเร็งจอประสาทตาแตกต่างจากมะเร็งตาชนิดอื่นอย่างไร?

มะเร็งจอประสาทตาเป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณจอประสาทตา ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กเล็ก แตกต่างจากมะเร็งตาชนิดอื่นที่อาจเกิดขึ้นในส่วนต่าง ๆ ของดวงตา เช่น เปลือกตา ม่านตา หรือเนื้อเยื่อภายในลูกตา โดยแต่ละชนิดมีสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน

มะเร็งจอประสาทตาเป็นโรคติดต่อทางพันธุกรรมไหม? 

มะเร็งจอประสาทตาในเด็กไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ในบางรายอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีน RB1 ที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูกได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ