ภาวะม่านตาอักเสบเกิดจากอะไร? ภัยคุกคามดวงตาที่ควรรีบรักษา
บทความโดย: seoteam seoteam วันที่อัพเดท: 4 เมษายน 2569

ภาวะม่านตาอักเสบ อาจเริ่มต้นด้วยอาการเล็กน้อย เช่น ตาแดงหรือปวดตา แต่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจลุกลามจนส่งผลต่อการมองเห็นและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การเข้าใจว่า ม่านตาอักเสบเกิดจากอะไร อาการเป็นอย่างไร และม่านตาอักเสบมีวิธีรักษาแบบใด จะช่วยให้สามารถดูแลดวงตาและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
KEY TAKEAWAY
- ม่านตาอักเสบคือภาวะการอักเสบของเนื้อเยื่อชั้นกลางของลูกตา ซึ่งมีผลต่อโครงสร้างสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น
- สาเหตุของม่านตาอักเสบมีหลายปัจจัย เช่น การติดเชื้อ โรคภูมิคุ้มกัน หรือการบาดเจ็บที่ดวงตา
- อาการของม่านตาอักเสบที่พบบ่อยได้แก่ ตาแดง ปวดตา แพ้แสง และการมองเห็นลดลง
- หากไม่ได้รับการรักษาม่านตาอักเสบ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ต้อหิน ต้อกระจก หรือจอประสาทตาบวม ซึ่งส่งผลต่อการมองเห็น
- การตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวร
สารบัญบทความ
ม่านตาอักเสบ หรือ Uveitis คือภาวะการอักเสบที่เกิดขึ้นกับชั้น "ยูเวีย" (Uvea) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อชั้นกลางของลูกตา ประกอบด้วยม่านตา (Iris), เนื้อเยื่อซิลเลียรี (Ciliary body) และชั้นโครอยด์ (Choroid) ชั้นเนื้อเยื่อเหล่านี้เต็มไปด้วยหลอดเลือดที่มาหล่อเลี้ยงดวงตา เมื่อเกิดการอักเสบจะทำให้เม็ดเลือดขาวและสารก่อการอักเสบกระจายเข้าไปในช่องว่างภายในดวงตา และทำลายเนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้ทำงานได้น้อยลง
คำถามที่ว่าม่านตาอักเสบอันตรายไหม? จึงตอบได้ว่าเป็นภาวะที่อันตรายต่อการมองเห็นอย่างมาก เพราะอาจทำให้การมองเห็นลดลง หรือเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ตาเป็นต้อ และสูญเสียการมองเห็นถาวร

ม่านตาอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยมักจะแบ่งสาเหตุออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เพื่อความสะดวกในการวางแผนรักษาดังนี้
- การติดเชื้อ (Infectious Uveitis) : เกิดจากเชื้อไวรัส (เช่น เริม, งูสวัด, CMV), แบคทีเรีย (เช่น วัณโรค, ซิฟิลิส), เชื้อรา หรือเชื้อโปรโตชัว
- โรคระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ (Non-infectious/Autoimmune) : ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาทำลายเนื้อเยื่อตนเอง เช่น โรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis), โรคลูปัสหรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE), โรคเบเชต (Behcet’s disease) และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น
- การได้รับอุบัติเหตุ (Trauma) : การถูกกระแทกที่ดวงตาอย่างแรง หรือการผ่าตัดตารักษาต้อเนื้อ, ต้อลมหรือต้อกระจก
- ผลข้างเคียงจากยา : ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates) อาจกระตุ้นให้เกิดม่านตาอักเสบได้
- ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด : ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจตรวจไม่พบสาเหตุจำเพาะแม้จะทำการตรวจอย่างละเอียดแล้วก็ตาม
ประเภทของม่านตาอักเสบมักแบ่งตามตำแหน่งที่เกิดการอักเสบภายในดวงตา ดังนี้
- ม่านตาอักเสบส่วนหน้า (Anterior Uveitis) : คือประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด โดยการอักเสบจะเกิดขึ้นบริเวณม่านตา (Iris) และเนื้อเยื่อรอบ ๆ ผู้ป่วยมักมีอาการตาแดงและปวดตาเด่นชัด
- ม่านตาอักเสบส่วนกลาง (Intermediate Uveitis) : เกิดการอักเสบในส่วนวุ้นตา (Vitreous) เป็นหลัก ผู้ป่วยมักมองเห็นจุดดำหรือหยากไย่ลอยไปมา และอาจมีเส้นเลือดจอตาอักเสบร่วมด้วย
- ม่านตาอักเสบส่วนหลัง (Posterior Uveitis) : เป็นการอักเสบบริเวณจอตาหรือชั้นโครอยด์ ส่งผลให้การมองเห็นมัวลงอย่างรวดเร็ว และอาจสูญเสียการมองเห็นถาวรได้
- ม่านตาอักเสบตลอดทั้งส่วนของลูกตา (Panuveitis) : คือภาวะที่มีการอักเสบเกิดขึ้นในทุกส่วนของยูเวีย ถือเป็นภาวะที่รุนแรง
ม่านตาอักเสบ จะแสดงอาการแตกต่างกันไปตามความรุนแรงและตำแหน่งที่เป็น โดยแบ่งลักษณะการดำเนินโรคได้เป็น 2 รูปแบบหลัก คือ
- ม่านตาอักเสบแบบเฉียบพลัน : ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดง ปวดตา ตาสู้แสงไม่ได้ น้ำตาไหลบ่อย และสายตามัวลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน
- ม่านตาอักเสบแบบเรื้อรัง : อาการอาจไม่รุนแรงแต่จะเป็นต่อเนื่องเกิน 3 เดือน ผู้ป่วยมักจะชะล่าใจเพราะคิดว่าม่านตาอักเสบอาจหายเองได้ แต่ความจริงแล้วการอักเสบจะค่อย ๆ ทำลายเนื้อเยื่อตาไปทีละน้อยจนตามัวลงถาวรและอาจถึงขั้นตาบอดได้
ผู้ป่วยม่านตาอักเสบที่ไม่ได้ใช้วิธีรักษาอย่างเหมาะสมและทันเวลา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ยากต่อการแก้ไข ดังนี้
- ต้อหิน (Secondary Glaucoma) : การอักเสบขัดขวางการระบายน้ำเลี้ยงลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้นจนทำลายเส้นประสาทตา
- ต้อกระจก (Cataract) : การอักเสบเรื้อรังส่งผลให้เลนส์ตาขุ่นมัวลงอย่างรวดเร็ว
- พังผืดในลูกตา (Synechiae) : ม่านตาอักเสบอาจทำให้เกิดพังผืดยึดติดระหว่างม่านตากับเลนส์ตาด้านหลัง (Eye Synechiae) จนรูม่านตาผิดรูป
- จอประสาทตาบวม : ส่งผลกระทบต่อจุดรับภาพชัด ทำให้ภาพที่เห็นบิดเบี้ยวหรือมืดไปบางส่วน
การตรวจวินิจฉัยม่านตาอักเสบ จักษุแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเพื่อหาความเชื่อมโยงกับโรคทางกายอื่น ๆ พร้อมทั้งดำเนินการตรวจสุขภาพตาดูความผิดปกติภายในตาด้วยกล้องจุลทรรศน์สำหรับตรวจตา (Slit-lamp) เพื่อหาเซลล์อักเสบในช่องลูกตา
นอกจากนี้อาจมีการตรวจอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การตรวจเลือดเพื่อหาค่าการอักเสบหรือเชื้อต่าง ๆ การตรวจผิวหนัง หรือการเอกซเรย์ เนื่องจากภาวะม่านตาอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้จากโรคทางกายอื่น ๆ ที่แฝงอยู่ การวินิจฉัยที่แม่นยำจะช่วยให้แพทย์ระบุได้ว่าม่านตาอักเสบรักษาหายไหม และควรใช้แผนการรักษาในระยะยาวอย่างไร

เมื่อทราบว่าม่านตาอักเสบเกิดจากอะไร แพทย์จะวางแผนการรักษาเพื่อยับยั้งการอักเสบและป้องกันภาวะแทรกซ้อน ดังนี้
- การใช้ยาสเตียรอยด์ (Corticosteroids) : ใช้ยาหยอดตาหากมีการอักเสบที่ส่วนหน้า แต่หากเป็นส่วนกลางหรือส่วนหลังจะใช้ชนิดรับประทาน ให้ทางหลอดเลือด หรือฉีดเข้าวุ้นตาตามความเหมาะสม
- ยาหยอดตา : ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากการอักเสบของม่านตา
- ยากดภูมิคุ้มกัน : พิจารณาใช้เมื่ออาการรุนแรงหรือผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้สเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
- ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านไวรัส : ใช้ในกรณีที่ตรวจพบว่าการอักเสบมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ
การป้องกันภาวะม่านตาอักเสบอาจทำไม่ได้ทั้งหมด เพราะเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีดังนี้
- รักษาสุขอนามัย : หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อพยาธิหรือแบคทีเรียที่อาจลุกลามสู่ดวงตา
- ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ : ควรตรวจตาเป็นประจำ 1 ครั้งต่อปี เพื่อค้นหาความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน
- พักผ่อนให้เพียงพอ : ความเครียดและการพักผ่อนน้อยเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันแปรปรวนจนเกิดการอักเสบได้
- ไม่ซื้อยาหยอดตาใช้เอง : หากมีอาการตาแดงหรือตามัว ควรรีบพบแพทย์แทนการรักษาเอง เพราะยาบางชนิดอาจทำให้อาการแย่ลง
- สวมแว่นหรืออุปกรณ์ป้องกันตา : สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพหรือชอบทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ควรสวมอุปกรณ์ปกป้องดวงตาเสมอ เพื่อลดผลกระทบหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น
ม่านตาอักเสบ เป็นภาวะอักเสบของเนื้อเยื่อชั้นกลางของลูกตาที่อาจส่งผลต่อการมองเห็นหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม โดยมีสาเหตุได้จากหลายปัจจัยทั้งการติดเชื้อ โรคภูมิคุ้มกัน หรือการบาดเจ็บที่ดวงตา โดยผู้ป่วยมักมีอาการ เช่น ตาแดง ปวดตา หรือการมองเห็นพร่ามัว
หากมีอาการผิดปกติ อย่ารอช้าที่จะเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อการรักษาที่ทันท่วงที โดยสามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ ซึ่งมีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทาง พร้อมเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย จึงวางแผนรักษาได้อย่างตรงจุด แม่นยำ ช่วยให้คุณรักษาดวงตาคู่สำคัญไว้ได้
ช่องทางติดต่อ
References
Mayo Clinic Staff. (2025, September 20). Uveitis. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/uveitis/symptoms-causes/syc-20378734
Uveitis. (2024, March 20). NHS. https://www.nhs.uk/conditions/uveitis/
ใครมีความเสี่ยงเป็นม่านตาอักเสบ?
ผู้ที่มีโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune), ผู้ติดเชื้อไวรัส/แบคทีเรียเรื้อรัง และผู้ที่มีประวัติอุบัติเหตุทางดวงตา มีความเสี่ยงสูงกว่าบุคคลทั่วไป
ม่านตาอักเสบกับต้อหินต่างกันอย่างไร?
ม่านตาอักเสบ เป็นภาวะการอักเสบของเนื้อเยื่อภายในลูกตา ส่วนต้อหินเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความดันในลูกตาสูงจนทำลายเส้นประสาทตา แม้จะเป็นคนละภาวะ แต่บางครั้งม่านตาอักเสบอาจนำไปสู่ต้อหินได้