บทความสุขภาพ

รับมือกับโรค “ต้อหิน” ภัยเงียบต้องระวัง รู้ทันสาเหตุก่อนเสี่ยงตาบอด

บทความโดย: วันที่อัพเดท: 9 มีนาคม 2569

ต้อหิน

ดวงตาของเรามีความเสี่ยงต่อโรคได้หลายชนิด เช่น จอประสาทตาลอก ต้อกระจก รวมถึงต้อหิน ซึ่งเป็นภัยเงียบที่หลายคนไม่รู้ตัว เพราะระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการชัดเจน กว่าจะสังเกตเห็นความผิดปกติ การมองเห็นอาจถูกทำลายไปแล้วโดยไม่สามารถย้อนกลับได้ ดังนั้น การรู้ทันสาเหตุ สัญญาณเตือน และปัจจัยเสี่ยงของต้อหินจึงเป็นเรื่องสำคัญ บทความนี้จะพาไปรู้จักวิธีสังเกตอาการและแนวทางรับมือกัน


KEY TAKEAWAY

  • ต้อหินเป็นโรคตาภัยเงียบที่ทำลายเส้นประสาทตาโดยไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก และความเสียหายไม่สามารถย้อนกลับได้
  • สาเหตุหลักของต้อหินเกี่ยวข้องกับความดันลูกตาสูง ซึ่งเกิดจากการระบายน้ำในลูกตาผิดปกติ ทำให้เส้นประสาทตาถูกกดทับและเสื่อมลง
  • ต้อหินแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ต้อหินมุมเปิด (ค่อย ๆ ลุกลาม) และต้อหินมุมปิด (อาจเกิดเฉียบพลันและเป็นภาวะฉุกเฉิน)
  • การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจหลายด้านร่วมกัน เช่น วัดความดันลูกตา ตรวจลานสายตา และประเมินขั้วประสาทตา
  • แม้ต้อหินรักษาไม่หายขาด แต่สามารถควบคุมและชะลอการลุกลามได้ หากตรวจพบเร็ว รักษาต่อเนื่อง และติดตามอาการกับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

สารบัญบทความ


ต้อหินคืออะไร?

โรคต้อหิน (Glaucoma) หรือที่เรียกชื่อกันโดยทั่วไปว่าต้อหิน เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับดวงตาโดยเฉพาะกับผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยทอง (Menopause) และวัยผู้สูงอายุ ผู้ป่วยมักไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังเป็นต้อหิน เนื่องจากผู้ป่วยต้อหินไม่สามารถสังเกตเห็นอาการเริ่มต้นได้จากภายนอกได้เลย หากไม่ได้รับการตรวจตาและวินิจฉัยจากจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอทุกปี เพื่อป้องกันและสามารถรักษาต้อหินได้ทันเวลา หากได้รับการรักษาช้า อาจเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้


ต้อหินมีกี่ประเภท?

ต้อหิน ประเภท

ต้อหินสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลักตามลักษณะของมุมระบายน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ควบคุมความดันภายในดวงตา ได้แก่

ต้อหินปิด

ต้อหินแบบมุมปิด เกิดจากม่านตาถูกดันให้ยกตัวขึ้นจนปิดมุมตา ทำให้น้ำในลูกตาระบายออกผ่าน Trabecular Meshwork หรือเนื้อเยื่อคล้ายตะแกรงที่มุมตาไม่ได้ ส่งผลให้ความดันลูกตาสูงขึ้นและพัฒนาเป็นต้อหินในที่สุด โดยแบ่งลักษณะการเกิดต้อหินปิดได้ 2 รูปแบบตามความฉุกเฉินของอาการ ดังนี้

  • ต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเป็นอันตราย 
  • ต้อหินมุมปิดเรื้อรัง มักค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ อาจจะใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ทำให้รู้สึกปวดหัวหรือปวดตัวเป็น ๆ หาย ๆ อีกทั้งยังสังเกตอาการได้ยากมาก

ต้อหินเปิด

ต้อหินเปิด เกิดจากการอุดตันของ Trabecular Meshwork ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อคล้ายตะแกรงที่ทำหน้าที่กรองและระบายน้ำออกจากดวงตา เมื่อการไหลเวียนติดขัด ทำให้ความดันลูกตาค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นและพัฒนาเป็นต้อหินโดยที่ม่านตาไม่ได้ปิดกั้นมุมระบายน้ำ


สาเหตุของการเป็นต้อหินเกิดจากอะไร?

สาเหตุ ต้อหิน เกิดจากอะไร

ต้อหิน เกิดจากอะไร? โดยหลักแล้ว ต้อหินเกิดจากการเสื่อมของเส้นใยประสาทตา ทำให้ขั้วประสาทตา (Optic Disc) ถูกทำลาย ซึ่งสาเหตุสำคัญมักเกี่ยวข้องกับความดันลูกตาสูงกว่าปกติ (มากกว่า 22 มม. ปรอท) เมื่อการระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา (Aqueous Humor) ผ่านช่องระบายบริเวณรอยต่อกระจกตาดำและตาขาวทำงานผิดปกติ น้ำจึงคั่งค้างจนความดันเพิ่มขึ้น คล้ายลูกโป่งที่ถูกเติมน้ำมากเกินไป ความดันลูกตาจะกดทับเส้นประสาทตา ส่งผลให้เซลล์ประสาทค่อย ๆ เสื่อมและนำไปสู่โรคต้อหินในที่สุด นอกจากนี้ การเสื่อมตามอายุที่มากขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่พบได้บ่อย


อาการต้อหินมีลักษณะเป็นอย่างไร? 

อาการของต้อหินมักเริ่มจากการมองเห็นด้านข้างค่อย ๆ แคบลงโดยไม่รู้ตัว ภาพพร่ามัว หรือมองเห็นไม่ชัดในที่มืด โดยในระยะแรกผู้ป่วยจำนวนมากแทบไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน จึงทำให้โรคลุกลามโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะต้อหินมุมเปิดที่ดำเนินโรคแบบค่อยเป็นค่อยไป ต้อหินมักมีอาการที่สามารถสังเกตได้ดังนี้

  • ลานสายตาแคบลง เหมือนมีเงาดำบังด้านข้าง มองเห็นภาพเป็นวงแคบลงเรื่อย ๆ
  • ภาพพร่ามัว มองไม่ชัด โดยเฉพาะเวลากลางคืนหรือในที่แสงน้อย
  • เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ เมื่อความดันลูกตาสูง
  • ปวดตา ปวดศีรษะ ตาแดง อาจเกิดเป็น ๆ หาย ๆ
  • คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับปวดตารุนแรง พบได้ในต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน
  • การมองเห็นลดลงอย่างรวดเร็ว ในกรณีที่ความดันลูกตาสูงมาก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต้อหิน

ปัจจัยเสี่ยงของต้อหินมีหลายประการ ทั้งจากอายุ พันธุกรรม สุขภาพโดยรวม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต หากรู้ทันปัจจัยเสี่ยงจะช่วยให้สามารถเฝ้าระวังและตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดโอกาสสูญเสียการมองเห็นถาวร ปัจจัยเสี่ยงที่ทุกคนต้องรู้ ได้แก่

  • ความดันลูกตาสูงกว่าปกติ
  • อายุมากกว่า 40 ปี
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน
  • สายตาสั้นมากหรือสายตายาวผิดปกติ
  • โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
  • การใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • เคยได้รับอุบัติเหตุหรือการกระแทกที่ดวงตา

การวินิจฉัยโรคต้อหินทำได้อย่างไรบ้าง?

วินิจฉัย ต้อหิน รักษาหายไหม

การวินิจฉัยต้อหินจำเป็นต้องอาศัยการตรวจหลายด้านร่วมกัน โดยจักษุแพทย์จะประเมินดังนี้

  • ตรวจวัดลานสายตา (Visual Field Test) เพื่อประเมินการทำงานของเส้นประสาทตาและจอประสาทตา ว่ามีการสูญเสียการมองเห็นด้านข้างหรือไม่
  • วัดความดันลูกตา ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคต้อหิน และเป็นปัจจัยที่สามารถควบคุมได้
  • ตรวจขั้วประสาทตา (Optic Disc Examination) เพื่อดูการเสื่อมของเส้นประสาทตา
  • ประเมินการกระจายของเส้นใยประสาทตา เพื่อตรวจหาความผิดปกติในระยะเริ่มต้น
  • ตรวจมุมระบายน้ำในลูกตา เพื่อจำแนกชนิดของต้อหินและวางแผนการรักษา

ทั้งนี้ การวินิจฉัยว่าเป็นต้อหินหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ โดยพิจารณาจากผลการตรวจหลายองค์ประกอบร่วมกัน ไม่ใช่เพียงค่าความดันลูกตาเพียงอย่างเดียว


วิธีการรักษาต้อหิน

ต้อหินมีวิธีรักษาที่หลากหลายเพื่อลดความดันลูกตาและชะลอการเสื่อมของเส้นประสาทตา แม้การมองเห็นที่สูญเสียไปแล้วจะไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ แต่การรักษาต้อหินอย่างต่อเนื่องจะช่วยควบคุมโรคและป้องกันการลุกลามได้ โดยมีวิธีรักษา ดังนี้

  • ยาหยอดตา เป็นแนวทางรักษาอันดับแรก ช่วยลดการสร้างน้ำในลูกตาหรือเพิ่มการระบายน้ำ เพื่อลดความดันลูกตา
  • ยารับประทานหรือยาฉีด ใช้ในบางกรณีที่ต้องควบคุมความดันลูกตาอย่างเร่งด่วน
  • การรักษาด้วยเลเซอร์ ช่วยเปิดทางระบายน้ำหรือปรับปรุงการไหลเวียนของน้ำในลูกตา เหมาะกับผู้ป่วยบางชนิด
  • รักษาต้อหินด้วยการผ่าตัด ทำในกรณีที่ยาและเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันลูกตาได้ โดยสร้างช่องทางระบายน้ำใหม่เพื่อลดความดัน [อ่านเพิ่มเติม : ผ่าตัดต้อหิน อันตรายไหม?]

แนวทางป้องกันการเป็นโรคต้อหิน

โรคต้อหินไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่สามารถป้องกันได้ แม้เป็นโรคที่อาจเกิดขึ้นได้จากพันธุกรรม แต่การลดความเสี่ยงอื่นๆย่อมเป็นผลดี เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคต้อหินให้ได้มากที่สุด โดยวิธีการป้องกันโรคต้อหินมีดังนี้

  1. สังเกตร่างกายตนเองอยู่เสมอ ว่ามีส่วนใดหรืออาการใดที่บ่งบอกถึงความผิดปกติหรือไม่
  2. เข้าตรวจสุขภาพประจำปี และตรวจตากับจักษุแพทย์ปีละครั้ง โดยไม่ต้องรอให้มีอาการของโรคก่อน เนื่องจากต้อหินในระยะแรกๆจะแทบไม่มีอาการอะไรเลย หากตรวจพบก่อนเสียการมองเห็นจะเป็นผลดีมาก
  3. ควบคุมโรคอื่นที่สามารถทำให้เกิดต้อหินได้ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิต โดยการปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์เจ้าของไข้ที่ดูแลอยู่อย่างเคร่งครัด
  4. หากอยู่ในที่เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุกับดวงตา ให้สวมเครื่องป้องกันทุกครั้ง
  5. ห้ามซื้อยาหยอดตามาหยอดเองเป็นเวลานานๆเมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตา เนื่องจากอาจก่อความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต้อหินได้

รับมือ “ต้อหิน” ก่อนสายเกินแก้

ต้อหินคือโรคตาภัยเงียบที่ทำลายเส้นประสาทตาโดยไม่รู้ตัว ความเสียหายไม่อาจย้อนคืนได้ แต่สามารถชะลอได้หากตรวจพบเร็วและรักษาทันท่วงที การรู้ทันอาการและปัจจัยเสี่ยงจึงสำคัญต่อการปกป้องการมองเห็นในระยะยาว

หากมีความเสี่ยงหรือสงสัยว่าเป็นต้อหิน ควรตรวจตากับจักษุแพทย์โดยเร็ว โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ เราดูแลคุณเสมือนเพื่อนบ้าน พร้อมทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางที่ให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อความมั่นใจทุกครั้งที่เข้ารับบริการ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อรับการรักษาได้ที่


References

American Academy of Ophthalmology. (n.d.). What is glaucoma?https://www.aao.org/eye-health/diseases/what-is-glaucoma

Mayo Clinic. (2020, October 23). Glaucoma.https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/glaucoma/symptoms-causes/syc-20372839

National Eye Institute. (2021, July 23). Laser treatment for glaucoma.https://www.nei.nih.gov/learn-about-eye-health/eye-conditions-and-diseases/glaucoma/treatment


คำถามที่พบบ่อย

ต้อหินอันตรายไหม?

ต้อหินเป็นโรคตาที่อันตรายเพราะทำลายเส้นประสาทตาแบบถาวรและไม่สามารถฟื้นกลับได้ หากไม่รักษาอาจเสี่ยงตาบอดถาวร

ต้อหินกับต้อกระจกต่างกันอย่างไร?

ต้อหินเกิดจากความดันลูกตาสูงทำลายเส้นประสาทตา ส่วนต้อกระจกเกิดจากเลนส์ตาขุ่น ทำให้มองภาพมัวและสามารถรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ได้

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ