บทความสุขภาพ

รู้จักโรคข้อสะโพกเสื่อม..อาการปวดที่ไม่ควรมองข้าม

บทความโดย: วันที่อัพเดท: 26 มีนาคม 2567

อาการปวดบริเวณสะโพก เป็นหนึ่งในสัญญาณอันตรายของโรคข้อสะโพกเสื่อม ซึ่งส่งผลต่อชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก เพราะบริเวณสะโพกเป็นส่วนที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวร่างกายของเรา หากเราไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระย่อมส่งผลต่อการทำกิจวัตรประจำวันของเรา ซึ่งอาการข้อสะโพกเสื่อมสามารถพบได้ทั้งในกลุ่มผู้สูงอายุ และ ผู้ที่มีอายุน้อย เพราะสาเหตุหลักๆ ของโรคข้อสะโพกเสื่อมไม่ได้มาจากความชราภาพหรือร่างกายที่เสื่อมลงตามอายุ

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของโรคข้อสะโพกเสื่อม เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยให้เราจัดการดูแลสุขภาพของเราได้ดียิ่งขึ้น บทความนี้จึงจะมาแนะนำเกี่ยวกับโรคข้อสะโพกเสื่อมว่ามีอาการแบบไหน สามารถรักษาหรือป้องกันได้อย่างไร 


สารบัญบทความ

 


ข้อสะโพกเสื่อม (Hip Osteoarthritis)

โรคข้อสะโพกเสื่อม (Hip Osteoarthritis) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของกระดูก เส้นเอ็น และ กระดูกข้อต่อบริเวณสะโพก ทำให้เกิดการสึกกร่อนจนกระดูกเสียดสีกัน ส่งผลให้เราเกิดอาการเจ็บปวดบริเวณสะโพกในตอนที่เราขยับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินหรือปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่างๆ ผู้ป่วยเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมจะสามารถขยับร่างกายลำบากขึ้น บางรายไม่สามารถเคลื่อนที่เดินก้าวไปไหน รวมถึงมีอาการปวดขา ปวดสะโพกตอนนอนหลับ

ซึ่งหลายคนที่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมคิดว่าอาการของโรคนี้เป็นเพียงความเจ็บปวดธรรมดาที่แค่ได้รับการพักผ่อนอาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด แต่ในความเป็นจริงแล้วการมองข้ามอาการเจ็บปวดนับว่าเป็นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายอย่างมาก ควรรีบเข้าพบแพทย์โดยด่วน เพราะการที่ร่างกายไม่สามารถขยับสะโพกได้สร้างความลำบากต่อการทำกิจวัตรต่างๆ 


โรคข้อสะโพกเสื่อม เกิดจากสาเหตุใด

ร่างกายของเรามักเกิดการเสื่อมและเจ็บป่วยตามอายุ  แต่สำหรับอาการของโรคข้อสะโพกเสื่อมสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ต่างจากโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ  ซึ่งข้อสะโพกเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้กับคนในทุกช่วงอายุเลย จากการวินิจฉัยแล้วการเกิดข้อสะโพกเสื่อมในผู้สูงอายุมีเพียง 10 - 20 % เท่านั้น ส่วนปัจจัยสาเหตุของการเกิดโรคข้อสะโพกเสื่อมมีดังนี้

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคข้อสะโพกเสื่อม

 

  • สำหรับบุคคลที่ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อม หรือ ลักษณะของกระดูกข้อสะโพกที่มีลักษณะโค้งอย่างผิดปกติ ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ 
     
  • ได้รับบาดเจ็บบริเวณสะโพกหรือกระดูกสะโพกหักเองก็เป็นสาเหตุของอาการโรคข้อสะโพกเสื่อม ส่งผลให้กระดูกข้อต่อสะโพกได้รับความเสียหายจนเกิดการแตกหักหรือหลุด ส่งผลให้เกิดอาการข้อสะโพกเสื่อมตามมา
     
  • โรคประจำตัวเองก็เป็นสาเหตุของการเสี่ยงเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อม เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
     
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อบริเวณสะโพกมาก่อน จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อต่อสะโพกเสื่อมมาก กว่าคนทั่วไป
     
  • การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์หรือดื่มแอลกอฮอล์ ติดต่อกันเป็นเวลานานส่งผลต่อการเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมเช่นกัน เพราะมีผลข้างเคียงทำให้หัวสะโพกขาดเลือด เซลล์หัวสะโพกตาย จนกลายเป็นอาการข้อสะโพกเสื่อมในเวลาต่อมา
     
  • การใช้งานร่างกายอย่างหนักก็สามารถทำให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นข้อสะโพกเสื่อมได้เช่นกัน แม้จะเป็นบุคคลที่มีอายุน้อยก็ตาม แต่การใช้งานร่างกายในการทำงานอย่างหนักย่อมส่งผลให้ข้อต่อต่างๆ สึกกร่อน นำไปสู่อาการของข้อสะโพกเสื่อม

โรคข้อสะโพกเสื่อม มีอาการอย่างไร

อาการปวดข้อสะโพกเป็นสัญญาณที่บอกถึงความเสี่ยงในการเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อม ซึ่งโรคข้อสะโพกเสื่อม อาการต่างๆ สามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง หากคุณสังเกตตัวเองแล้วเข้าข่ายกลุ่มอาการต่อไปนี้ ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดและรับการรักษาต่อไป

 

  • มีอาการปวดบริเวณสะโพก ไม่ว่าจะเป็นช่วงขาหนีบ ต้นขา 
     
  • บางรายมีอาการปวดสะโพกร้าวลงขา เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่รุนแรง
     
  • รู้สึกว่ามีบางอย่างติดขัดบริเวณข้อต่อสะโพก คล้ายอาการนิ้วล็อค
     
  • ขยับร่างกายบริเวณข้อต่อสะโพกได้น้อยลง
     
  • หลังตื่นนอนพบว่าตัวเองมีอาการข้อยึด ไม่สามารถขยับสะโพกได้
     
  • เมื่อขยับบริเวณข้อสะโพกแล้วเกิดเสียงดังตามมา
     
  • รู้สึกเจ็บเมื่อทำกิจกรรมที่ต้องขยับร่างกายบริเวณสะโพก เช่น การเล่นกีฬา การเดิน เป็นต้น

อาการข้อสะโพกเสื่อมที่ควรพบแพทย์

อาการปวดบริเวณต้นขา

อาการปวดบริเวณต้นขา หรือ Thigh Pain มีสาเหตุมาจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ หรือ เส้นเอ็น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคเกี่ยวกับข้อเข่า ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงเป็นข้อสะโพกเสื่อมมากกว่าคนทั่วไป 

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดบริเวณต้นขาควรเข้าพบแพทย์เพื่อทำการตรวจโรคข้อสะโพกเสื่อมควบคู่ไปกับการตรวจอาการข้อเข่าเสื่อม หากอาการปวดรุนแรงจำเป็นต้องรักษาข้อสะโพกเสื่อม และ ผ่าตัดข้อเข่าเสื่อม

 

อาการปวดบริเวณขาหนีบ

อาการปวดบริเวณขาหนีบ หรือ Groin Pain เป็นอาการเจ็บปวดที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ป่วยเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อม เนื่องจากกระดูกข้อต่อสะโพกจะอยู่ในบริเวณขาหนีบ 

นอกจากการปวดกระดูกข้อสะโพกแล้วการเจ็บขาหนีบมีสาเหตุมาจากโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะบริเวณช่องท้อง เช่น โรคไส้เลื่อน เนื่องจากขาหนีบเป็นส่วนที่อยู่ใกล้บริเวณช่องท้องมากที่สุด หากมีอาการปวดบริเวณนี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาอาการโดยด่วน


การวินิจฉัยโรคข้อสะโพกเสื่อม

หากพบว่าตัวเองมีอาการปวดสะโพก สิ่งที่คุณควรทำคือการเข้าพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจและวินิจฉัยโรคต่อไป โดยผู้ป่วยแต่ละคนจะมีลักษณะอาการที่แตกต่างกันออกไป ทางแพทย์จึงต้องขอซักประวัติตรวจร่างกายของคุณอย่างละเอียด เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการวินิจฉัยโรค

 

ซักประวัติ ตรวจสอบร่างกายเบื้องต้น

การซักประวัติและตรวจสอบร่างกายเบื้องต้นเป็นขั้นตอนวิธีวินิจฉัยโรคที่สำคัญมาก โดยแพทย์จะทำการสอบประวัติของผู้ป่วยอย่างละเอียดเพื่อรับทราบข้อมูลต่างๆ เช่น โรคประจำตัว อาการปวดบริเวณไหน ระยะเวลาที่มีอาการปวด เป็นต้น โดยข้อมูลต่างๆ ของเราเองก็เป็นสิ่งสำคัญในการวินิจฉัยโรค  

 

คลำหาจุดเจ็บบริเวณสะโพก

วิธีการคลำหาจุดเจ็บบริเวณสะโพกสามารถตรวจสอบในกรณีที่อาการเจ็บปวดข้อต่อสะโพกบริเวณภายนอกเท่านั้น สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยในตำแหน่งที่ลึกกว่า จะไม่สามารถตรวจสอบด้วยวิธีนี้ได้

 

ตรวจน้ำในข้อ

การตรวจน้ำในข้อเป็นวิธีการวินิจฉัยแยกโรคข้อต่ออักเสบแบบติดเชื้อและไม่ติดเชื้อออกจากกัน โดยวิธีการนี้จะใช้กับผู้ป่วยที่มีปริมาณน้ำในข้อผิดปกติด้วยการเจาะดูดน้ำในข้อออกมาเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด

 

ตรวจด้วยภาพเอกซเรย์ (X-Ray)

หากไม่สามารถทำการวินิจฉัยโรคด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น วิธีการวินิจฉัยโรคที่นิยมใช้ตรวจผู้ป่วยโรคข้อสะโพกเสื่อมบ่อยที่สุด คือ การถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์ เนื่องจากเป็นวิธีที่สามารถตรวจสอบการแตกหักของกระดูกข้อต่อสะโพกในกรณีที่ผู้ป่วยเคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน

 

ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI เป็นวิธีการวินิจฉัยโรคในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดบริเวณตำแหน่งที่ไม่สามารถตรวจสอบด้วยการถ่ายภาพเอกซเรย์ได้ เช่น ไขกระดูก กระดูกอ่อน เป็นต้น ข้อดีของการวินิจฉัยด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือ ภาพการตรวจวินิจฉัยด้วยMRI มีความละเอียดสูงทำให้วินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ แลกกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

 

ตรวจด้วยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)

วิธีการวินิจฉัยด้วยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT Scan จะเป็นขั้นตอนการตรวจเมื่อวางแผนทำการผ่าตัดหรือหลังจากทราบผลวินิจฉัยเบื้องต้นแล้ว ซึ่งการ CT Scan สามารถตรวจดูกระดูกหัก ที่ส่งผลต่อการเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมได้


รักษาโรคข้อสะโพกเสื่อมแบบไม่ผ่าตัด

หลังจากแพทย์ทำการวินิจฉัยระดับความรุนแรงอาการของโรคข้อสะโพกเสื่อม ทางแพทย์จะแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลต่อไป ซึ่งวิธีการรักษามีทั้งในแบบของการผ่าตัดและไม่ต้องรับการผ่าตัด โดยวิธีการรักษาโรคข้อสะโพกเสื่อมแบบไม่ต้องรับการผ่าตัดมีดังนี้

 

1. การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต 

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการของโรคข้อสะโพกเสื่อมที่ยังไม่รุนแรงมากนัก สามารถรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต โดยการหลีกเลี่ยงการขยับร่างกายในท่าที่เสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บบริเวณสะโพก 

ออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ พร้อมรับประทานสมุนไพรรักษาข้อสะโพกเสื่อม เช่น เพชรสังฆาต ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย เพียงเท่านี้อาการกระดูกข้อสะโพกเสื่อมจะค่อยๆ ดีขึ้น สามารถกลับไปเคลื่อนไหวได้ตามปกติ

 

2. การใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน

หากได้รับบาดเจ็บบริเวณสะโพกทำให้การขยับเคลื่อนไหวร่างกายติดขัด การใช้อุปกรณ์ช่วยสามารถทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวเดินได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่ควรเคลื่อนไหวเท่าที่จำเป็นเพราะหากขยับร่างกายบริเวณสะโพกมากเกินไปอาจส่งผลให้มีอาการปวดข้อ เจ็บปวดบริเวณสะโพกจนอาการแย่ลง

 

3. การออกกำลังกาย บริหารข้อสะโพก

การออกกำลังกาย บริหารข้อสะโพกเป็นอีกหนึ่งวิธีในการรักษาข้อสะโพกเสื่อมโดยไม่ต้องได้รับการผ่าตัด การออกกำลังกายอย่างค่อยๆ ไม่ออกแรงมากเกินไปจะช่วยให้สะโพกของเราขยับได้คล่องตัวขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวด สุดท้ายอาการก็จะดีขึ้นเอง ระหว่างที่เราออกกำลังกายไม่ควรหักโหมหรือออกแรง มากจนเกินไป 

 

4. การรักษาข้อสะโพกเสื่อมโดยการใช้ยา

การรับประทานยาเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากตัวยามีฤทธิ์ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและรักษาอาการอย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียของการรับประทานยา คือ ยาบางตัวจะมีผลข้างเคียงที่รุนแรงทำให้ผู้ป่วยควรรับประทานยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองเป็นอันขาด รวมถึงห้ามทานยาติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะจะเกิดผลข้างเคียง

ส่วนสำหรับวิธีการรักษาด้วยการฉีดยาจะเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเช่นกัน เพราะสามารถรักษากลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันได้ โดยทางแพทย์จะฉีดยาแก้ปวดและยาในกลุ่มสารหล่อเลี้ยงข้อ ซึ่งการฉีดสารหล่อเลี้ยงสะโพกจะไม่ค่อยเห็นผลเท่าการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่า 

 

5. การทำกายภาพบำบัด

การทำกายภาพบำบัดจะเป็นวิธีการรักษาข้อสะโพกเสื่อม หลังจากได้รับการผ่าตัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการข้อสะโพกอักเสบหรือเจ็บข้อเข่าอาจไม่เหมาะกับการทำกายภาพบำบัด เพราะอาจทำให้อาการของโรครุนแรงมากกว่าเดิม ยิ่งถ้ามีอาการปวดอื่นๆ เช่น เอ็นเข่าอักเสบ การทำกายภาพบำบัดอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บ


รักษาโรคข้อสะโพกเสื่อมด้วยการผ่าตัด

การรักษาแบบผ่าตัดเป็นอีกหนึ่งวิธีการสำหรับรักษาผู้ป่วยที่มีอาการโรคข้อสะโพกเสื่อม ซึ่งทางแพทย์ผู้วินิจฉัยจะทำการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล หากผู้ป่วยไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการทั่วไป ทางแพทย์จะแนะนำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดแบบต่างๆ ดังนี้

 

การผ่าตัดโดยวิธีส่องกล้อง 

การผ่าตัดโดยวิธีการส่องกล้อง เป็นขั้นตอนวิธีการรักษาที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการในระยะแรก หรือ รักษาในส่วนที่มีอาการบาดเจ็บความรุนแรงค่อนข้างต่ำ โดยทางแพทย์จะใช้วิธีการนี้ก็ต่อเมื่อกระดูกอ่อน ในบริเวณข้อสะโพกเกิดการฉีกขาดหรือมีเศษกระดูกเข้ามาอยู่ในข้อจนทำให้การเคลื่อนไหวบริเวณสะโพกเกิดการติดขัด 

 

การผ่าตัดเปลี่ยนแนวกระดูก 

การผ่าตัดเปลี่ยนแนวกระดูกเป็นวิธีการที่ไม่ค่อยได้รับการแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง เนื่องจากใช้เวลาในการฟื้นฟูค่อนข้างนาน การผ่าตัดเปลี่ยนแนวกระดูกจะเหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการเสื่อมเฉพาะส่วนหรือเคยได้รับบาดเจ็บจนกระดูกแตกหักมาก่อน ขั้นตอนการรักษาผ่าตัดเปลี่ยนแนวกระดูกมีขั้นตอนวิธีการรักษาที่ค่อนข้างซับซ้อนเป็นอย่างมาก

 

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมมากที่สุด สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดบริเวณสะโพกอย่างรุนแรง หรือ ข้อสะโพกผิดรูปร่าง ส่งผลให้อาการเจ็บปวดเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต ทางแพทย์จะเลือกใช้วิธีผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการอื่นได้ 

หลังจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแล้วการเคลื่อนไหวร่างกาย รวมถึงความยาวของกระดูกขาผู้ป่วยจะกลับมาเป็นปกติ นอกจากนั้นแล้วยังใช้เวลาในการฟื้นตัวไม่นาน หลังได้รับการผ่าตัดสะโพกก็สามารถทำกายภาพ บำบัดได้ทันที การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ประสบ ความสำเร็จด้วยผลลัพธ์ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด


การป้องกันโรคข้อสะโพกเสื่อม

แน่นอนว่าพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของเรามีผลต่อความเสี่ยงในการเป็นข้อสะโพกเสื่อม หากเราไม่รู้จักควบคุมพฤติกรรม หรือ ไม่สังเกตตัวเองให้ดีเมื่อมีอาการปวดบริเวณสะโพก เพิกเฉยต่อการไปพบแพทย์ คงไม่สามารถป้องกันโรคข้อสะโพกเสื่อมได้ ซึ่งแนวทางวิธีป้องกันโรคข้อสะโพกเสื่อมต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง มีดังนี้

 

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยท่าบริหารข้อสะโพกเสื่อม เช่น ยืนจับเก้าอี้ แกว่งขาไปด้านหลัง และปล่อยกลับมาด้านหน้า หรือ ออกกำลังกายด้วยการออกแรงเบาๆ ด้วยการปั่นจักรยาน เป็นต้น
     
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารพร้อมคอยควบคุมน้ำหนักตัวเองไปด้วย เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลต่ออาการบาดเจ็บบริเวณข้อต่อสะโพก
     
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลกระทบต่อข้อต่อบริเวณสะโพก ทำให้หัวสะโพกขาดเลือด เซลล์หัวสะโพกตาย การงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงเป็นหนึ่งในวิธีการป้องกันโรคข้อสะโพกเสื่อม

รักษาข้อสะโพกเสื่อม ที่ไหนดี

หากต้องการตรวจวินิจฉัยโรคข้อสะโพกเสื่อม การรักษาด้วยวิธีการต่างๆ ควรเลือกโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในด้านเครื่องมือและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อย่างโรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ ที่พร้อมให้บริการตรวจรักษาข้อสะโพกเสื่อมด้วยเทคโนโลยีเครื่องมือที่ทันสมัย 

ด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่พร้อมให้คำปรึกษาตลอดดจนดูแลผู้ป่วยตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ ยินดีรักษาด้วยความเต็มใจ มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพในการรักษาเพื่อความพึงพอใจและความปลอดภัยของผู้รับบริการ


FAQs ข้อสะโพกเสื่อม

โรคข้อสะโพกเสื่อม มีสัญญาณเตือนปวดที่บริเวณใด

 

  • หากมีความรู้สึกปวดบริเวณสะโพกพร้อมอาการที่ทำให้ไม่สามารถขยับร่างกายบริเวณสะโพก เวลาขยับแล้วรู้สึกติดขัด อาการในลักษณะนี้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมในระยะแรก ควรรีบพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ 
     
  • อาการปวดบริเวณต้นขา (Thigh pain) เป็นอาการปวดที่มักพบในบริเวณต้นขาส่วนหน้าหรือด้านข้าง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เนื่องจากอาการปวดบริเวณนี้อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมอีกด้วย จึงควรพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการเจ็บบริเวณดังกล่าว
     
  • อาการปวดบริเวณขาหนีบ (Groin pain) เป็นอาการพบบ่อยในกลุ่มผู้ป่วยโรคข้อสะโพกเสื่อม เพราะขาหนีบเป็นจุดที่มีกระดูกข้อต่อสะโพกอยู่ แถมยังเป็นส่วนที่อยู่ใกล้กับอวัยวะภายในช่องท้องมากที่สุด หากมีอาการปวดจึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการอย่างแน่ชัด

ข้อสรุป

ข้อสะโพกเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และ มีสาเหตุของอาการที่ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม การออกแรงหรือใช้งานร่างกายมากจนเกินไป โรคประจำตัว การรับประทานยาหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีผลทำให้เกิดโรคข้อต่อสะโพกเสื่อมเช่นกัน

หากพบว่าตัวเองมีอาการเจ็บปวดบริเวณสะโพก การเคลื่อนไหวร่างกายบริเวณสะโพกเกิดการติดขัด ไม่สามารถขยับได้ สิ่งแรกที่คุณควรทำคือรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อตรวจดูอาการและทำการรักษาโรคข้อต่อเสื่อมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยวิธีการรักษาทางแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าผู้ป่วยเหมาะสมกับการรักษารูปแบบใด โดยคำนึงถึงลักษณะอาการของผู้ป่วยเพื่อผลลัพธ์ทางการรักษาที่ดีที่สุด

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโรงพยาบาลที่สามารถรักษาข้อต่อสะโพกเสื่อม โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ ยินดีให้บริการดูแลและรักษาอาการเจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นข้อต่อสะโพกเสื่อมหรือโรคอื่นๆ  ทางโรงพยาบาลพร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกระบวนการรักษาด้วยเทคโนโลยีเครื่องมือทันสมัยพร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หากต้องการปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่
 

 


แพ็กเกจผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก 1 ข้างเริ่มต้น 295,000 บาท
ค่าข้อเข่าเทียม Implant
ค่าห้องพักแบบมาตราฐาน 5 คืน ,รวมค่าการพยาบาล,บริการห้องพัก,ค่าอาหาร,ค่าเครื่องมือแพทย์ที่เกี่ยวข้อง(ตามกำหนด) Standard Room 5 Nights, Nursing, Room Service and Medical Equipment. The package includes 3 meals per day
ค่ายาผู้ป่วยใน,ค่าเวชภัณฑ์,ค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์,ค่ายากลับบ้าน ขณะนอนพักในรพ. (ตามที่กำหนด) Medicine, Medical Equipment/Supplies at Ward
ค่าห้องผ่าตัด ค่าหอพักฟื้น รวมค่ายาและเวชภัณฑ์ในการผ่าตัด (ตามกำหนด) Operating Room, Recovery Room, Medicine, Medical Equipment and supplies in OR
ค่าบริการการทำกายภาพบำบัด Rehabilitation Service
ค่าแพทย์ผ่าตัดและแพทย์วิสัญญี Surgeon and Anesthesiologist Fee
บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ
pdpa-icon

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ แสดงเนื้อหาให้ตรงกับความสนใจ รวมถึงเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเว็บไซต์และทำความเข้าใจว่าผู้ใช้งานมาจากที่ใด คุณสามารถเลือกตั้งค่าความยินยอมการใช้คุกกี้ได้ นโยบายความเป็นส่วนตัว​ (Privacy Policy)​