บทความสุขภาพ

เริมที่ตาคืออะไร เช็กอาการ วิธีรักษา และความเสี่ยงต่อการมองเห็น

บทความโดย: seoteam seoteam วันที่เผยแพร่: 29 ตุลาคม 2569 วันที่อัพเดท: 29 ตุลาคม 2569

เริมที่ตา

เคยสังเกตไหมว่า ตาแดง ระคายเคือง เจ็บตาแบบแปลก ๆ อาจไม่ใช่ตาอักเสบธรรมดาเสมอไป เพราะเริมที่ตาคือการติดเชื้อไวรัสเริมที่ลุกลามมาถึงดวงตา โดยเฉพาะกระจกตา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการมองเห็น หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจเกิดแผลเป็นและทำให้สายตาแย่ลงได้ 

บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักเริมที่ตา ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีแยกจากตาแดงทั่วไป การรักษา ไปจนถึงการดูแลตัวเองเพื่อลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ


Key Takeaways

  • เริมที่ตาเกิดจากเชื้อ Herpes Simplex Virus (HSV) และต่างจากเริมผิวหนังทั่วไป เพราะอาจกระทบการมองเห็นโดยตรง
  • อาการที่พบบ่อยคือ ปวดตา ตาแดง น้ำตาไหล ตามัว และสู้แสงไม่ได้ บางรายมีตุ่มน้ำที่เปลือกตา
  • ความรุนแรงขึ้นกับชั้นของกระจกตาที่ติดเชื้อ หากรักษาเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้
  • ไวรัสสามารถหลบอยู่ในปมประสาทและกลับมากำเริบได้อีก จึงควรดูแลตัวเองและติดตามอาการกับแพทย์สม่ำเสมอ
  • ห้ามซื้อยาหยอดตาใช้เอง โดยเฉพาะยาสเตียรอยด์ ควรได้รับการตรวจและสั่งยาโดยจักษุแพทย์เท่านั้น

สารบัญบทความ


เริมที่ตาคืออะไร?

เริมที่ตาคืออะไร

เริมที่ตา หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Herpetic Eye Disease หรือ Ocular Herpes คือภาวะติดเชื้อไวรัสเริม (Herpes Simplex Virus: HSV) ที่ลุกลามมาที่ กระจกตา หรือเยื่อบุตา ซึ่งต่างจากเริมที่ผิวหนังหรือริมฝีปากที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เพราะเริมที่ตามีผลต่อการมองเห็นโดยตรง

กระจกตาเปรียบเสมือนหน้าต่างใสด้านหน้าของดวงตา ทำหน้าที่รับแสงและช่วยโฟกัสภาพ เมื่อเชื้อไวรัสทำให้เกิดการอักเสบหรือเป็นแผลบริเวณนี้ ภาพที่เห็นอาจพร่ามัว ขุ่น หรือไวต่อแสงได้ 


เริมที่ตาเกิดจากอะไร?

สาเหตุหลักของเริมที่ตา คือเชื้อ HSV โดยเชื้อมี 2 ชนิดหลัก ได้แก่

  • HSV-1 พบบ่อยที่บริเวณใบหน้า ริมฝีปาก และดวงตา เป็นสาเหตุของเริมที่ตาในคนส่วนใหญ่
  • HSV-2 มักเกี่ยวข้องกับเริมที่อวัยวะเพศ พบที่ตาได้น้อยกว่า แต่อาจพบในทารกแรกเกิดที่ติดเชื้อระหว่างคลอด

โดยรูปแบบการติดเชื้อเริมที่ตาแบ่งเป็น 2 ลักษณะ

  1. การติดเชื้อครั้งแรก (Primary Infection) มักเกิดตั้งแต่วัยเด็กจากการสัมผัสน้ำลายหรือสิ่งคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ บางรายแสดงอาการคล้ายตาแดงเล็กน้อยและหายเอง จึงไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อมาแล้ว
  2. การติดเชื้อซ้ำ (Recurrent Infection) หลังการติดเชื้อครั้งแรก ไวรัสไม่ได้หายไปไหน แต่จะหลบอยู่ในปมประสาทที่เลี้ยงใบหน้าและดวงตา เมื่อร่างกายอ่อนแอจากปัจจัยต่าง ๆ ก็อาจทำให้อาการเริมขึ้นตากลับมากำเริบได้

ใครเสี่ยงเป็นเริมที่ตา? เช็กปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม

ใคร ๆ ก็มีโอกาสเป็นเริมที่ตาได้ เพราะเชื้อ HSV พบได้ทั่วไปในประชากร แต่กลุ่มต่อไปนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ

  • ผู้ที่เคยเป็นเริมในตาหรือเคยมีเริมที่ใบหน้าและริมฝีปากบ่อย ๆ
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ที่ใช้ยาหยอดตาสเตียรอยด์โดยไม่อยู่ในความดูแลของแพทย์
  • ผู้ที่เครียดจัด พักผ่อนน้อย หรือเจ็บป่วยบ่อย
  • ผู้ที่ต้องเผชิญแสงแดดจัดเป็นเวลานานโดยไม่ป้องกันดวงตา
  • ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บที่ตา หรือเคยผ่าตัดตา เช่น เปลี่ยนกระจกตา
  • ผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์ แล้วรักษาความสะอาดไม่ดี หรือใส่ต่อเนื่องนานเกินไป

อาการเริมที่ตาเป็นอย่างไร? อาการแบบไหนอันตรายต้องพบแพทย์ทันที

เริมที่ เปลือกตา อาการ

อาการของเริมที่ตา มักเกิดที่ตาข้างเดียว และอาจแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่ติดเชื้อ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ปวดตา เจ็บตา หรือรู้สึกเหมือนมีของอยู่ในตา
  • ตาแดง น้ำตาไหลมากผิดปกติ
  • สู้แสงไม่ได้ แสบตาเมื่อเจอแสงจ้า
  • ตามัว มองเห็นภาพไม่ชัด
  • มีตุ่มน้ำใสหรือผื่นที่เปลือกตาและผิวหนังรอบดวงตา บางรายพบเริมที่เปลือกตาร่วมด้วย
  • เปลือกตาบวม หรือมีขี้ตาผิดปกติ

สัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์ทันที

  • ปวดตารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
  • สายตามัวลงอย่างรวดเร็ว หรือเห็นภาพเป็นหมอกขาว
  • ตามีจุดขุ่นขาวบนกระจกตา
  • มีไข้ร่วมกับอาการตาและตุ่มน้ำรอบดวงตา
  • เคยเป็นเริมที่ตามาก่อนแล้วอาการกลับมาอีก

หากมีอาการเหล่านี้ไม่ควรรอให้หายเอง เพราะยิ่งรักษาช้า ความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นที่กระจกตายิ่งสูงขึ้น


เริมที่ตาต่างจากตาแดงอย่างไร?

หลายคนสับสนระหว่างเริมที่ตากับตาแดงทั่วไป เพราะระยะแรกอาจดูคล้ายกัน แต่มีจุดสังเกตที่ช่วยแยกได้ ดังนี้

  • ตำแหน่งที่พบ: เริมที่ตามักเป็นข้างเดียว ส่วนตาแดงทั่วไปเป็นได้ทั้งข้างเดียวและสองข้าง
  • ความเจ็บปวด: เริมที่ตาปวดตามากกว่าและสู้แสงไม่ได้ ส่วนตาแดงทั่วไปมักระคายเคือง แสบตา ปวดไม่มาก
  • ผิวหนังรอบตา: เริมที่ตาอาจมีตุ่มน้ำที่เปลือกตา ส่วนตาแดงทั่วไปมักไม่มีตุ่มน้ำ
  • การมองเห็น: เริมที่ตาอาจตามัวได้ชัดเจน ส่วนตาแดงทั่วไปมักมัวเล็กน้อยเพียงชั่วคราว
  • ผลต่อกระจกตา: เริมที่ตาอาจเกิดแผลหรือการอักเสบ ส่วนตาแดงทั่วไปมักไม่ลุกลามถึงกระจกตา

นอกจากนี้ยังมีโรคตาอื่นที่อาจเข้าใจผิดได้ เช่น ต้อเนื้อ หรือต้อลม ซึ่งมักมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อหรือตุ่มที่เยื่อบุตาขาว และเกิดจากแสงแดดหรือฝุ่นละออง ไม่ใช่การติดเชื้อไวรัส หากไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นคืออะไร การตรวจโดยจักษุแพทย์จะช่วยแยกโรคได้อย่างแม่นยำที่สุด


เริมที่ตาเสี่ยงตาบอดจริงหรือไม่ มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง

เริมที่ตาเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นจากโรคติดเชื้อที่กระจกตา แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เป็นจะต้องตาบอด ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับว่าไวรัสลุกลามถึงชั้นไหนของกระจกตา

  • ชั้นผิวนอก (Epithelial Keratitis) พบบ่อยที่สุด มักตอบสนองต่อยาต้านไวรัสได้ดี และมักหายโดยไม่ทิ้งแผลเป็นหากรักษาทัน
  • ชั้นเนื้อ (Stromal Keratitis) รุนแรงกว่า รักษายากกว่า และมีโอกาสเกิดแผลเป็นที่กระจกตามากขึ้น
  • ชั้นใน (Endothelitis) ทำให้กระจกตาบวมและขุ่น อาจกระทบการมองเห็นอย่างชัดเจน

ภาวะแทรกซ้อนที่มีโอกาสพบได้

  • กระจกตาอักเสบ กระจกตาขุ่นหรือเป็นแผลเป็น ทำให้มองเห็นไม่ชัด
  • เส้นเลือดงอกเข้ากระจกตา
  • แผลที่กระจกตาเรื้อรังหายยาก
  • ต้อหินแทรกซ้อน
  • ในรายที่รุนแรงและเป็นซ้ำหลายครั้ง อาจต้องผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา

แม้ว่าเริมที่ตาจะไม่ได้ทำให้ตาบอดในทุกราย แต่การพบแพทย์และเริ่มรักษาเร็วช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้มาก


วิธีตรวจและวินิจฉัยเริมที่ตา

เริมใต้ตา วินิจฉัย

การวินิจฉัยเริมที่ตา ส่วนใหญ่แพทย์ใช้ประวัติอาการร่วมกับการตรวจตาอย่างละเอียด โดยวิธีที่ใช้บ่อย ได้แก่

  • ซักประวัติ เช่น เคยเป็นเริมที่ตาหรือรอบใบหน้ามาก่อนหรือไม่ มีปัจจัยกระตุ้นอะไร และใช้ยาหยอดตาสเตียรอยด์อยู่หรือไม่
  • ตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดตรวจตา (Slit Lamp) เพื่อดูลักษณะของกระจกตาและโครงสร้างภายในตาอย่างละเอียด
  • ย้อมสีฟลูออเรสซีน (Fluorescein) ช่วยให้เห็นแผลที่ผิวกระจกตา
  • เก็บตัวอย่างจากดวงตาส่งตรวจหาเชื้อ เช่น การตรวจ PCR ในกรณีที่อาการไม่ชัดเจนหรือรักษาแล้วไม่ดีขึ้น

วิธีรักษาเริมที่ตามีอะไรบ้าง?

การรักษาเริมที่ตา ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของการติดเชื้อ โดยจักษุแพทย์จะเลือกแนวทางที่เหมาะสมให้เป็นรายบุคคล เช่น

  • ยาต้านไวรัสชนิดหยอดหรือป้ายตา ใช้บ่อยในการติดเชื้อที่ผิวกระจกตา ช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส
  • ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน เช่น อะไซโคลเวียร์ หรือวาลาไซโคลเวียร์ ใช้ในรายที่มีอาการรุนแรง
  • ยาหยอดสเตียรอยด์ ใช้ลดการอักเสบในกรณีติดเชื้อชั้นเนื้อกระจกตา แต่ต้องใช้ร่วมกับยาต้านไวรัสและอยู่ในการดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะหากใช้ผิดวิธีอาจทำให้การติดเชื้อรุนแรงขึ้น
  • ยาหยอดขยายม่านตา ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบภายในตาในบางราย
  • การทำความสะอาดแผลที่ผิวกระจกตา ในบางกรณีแพทย์อาจช่วยเอาเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อออกเพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น
  • การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา ใช้ในกรณีที่เกิดแผลเป็นหรือความขุ่นที่ส่งผลต่อการมองเห็นอย่างรุนแรงและไม่สามารถรักษาด้วยยาได้

ข้อควรระวังคือไม่ควรซื้อยารักษาเริมมาใช้เอง โดยเฉพาะยาที่มีสเตียรอยด์ เพราะฤทธิ์ยาอาจปิดบังอาการและทำให้ผลลัพธ์แย่ลงได้ ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ควรหยุดใส่ทันทีเมื่อสงสัยว่าติดเชื้อ และพบแพทย์โดยเร็ว


เริมที่ตารักษาให้หายเป็นปกติได้หรือไม่ และดูแลป้องกันการกลับเป็นซ้ำอย่างไร?

เริมที่ตา กี่วันหาย

การติดเชื้อที่ชั้นผิวนอกของกระจกตา ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นได้ดีเมื่อได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม และมักหายภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่เนื่องจากไวรัสยังคงหลบอยู่ในปมประสาท จึงยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ในอนาคต และไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะหายขาดถาวร ดังนั้นการดูแลตัวเองและไปตรวจตามนัดจึงสำคัญมาก

แนวทางดูแลและป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียดสะสม การอดนอน และการเจ็บป่วยบ่อย
  • ป้องกันแสงแดดและรังสี UV ด้วยแว่นกันแดด
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ไม่ขยี้ตา และล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสบริเวณดวงตา
  • ไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือเครื่องสำอางรอบดวงตาร่วมกับผู้อื่น
  • ดูแลความสะอาดของคอนแทคเลนส์ และงดใส่ในช่วงที่มีอาการ
  • ติดตามอาการกับจักษุแพทย์สม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้ว บางรายแพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

เริมที่ตา รักษาและป้องกันกลับมาเป็นซ้ำได้ที่ Samitivej Chinatown

เริมที่ตาเป็นภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เพราะแม้จะเริ่มจากอาการที่ดูคล้ายตาแดงธรรมดา แต่หากลุกลามถึงกระจกตา อาจกระทบการมองเห็นได้ในระยะยาว การสังเกตอาการ ไปพบจักษุแพทย์ให้เร็ว และรักษาอย่างต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและโอกาสกลับเป็นซ้ำ

หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการปวดตา ตาแดง สู้แสงไม่ได้ หรือตามัว โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ พร้อมดูแลด้วยทีมจักษุแพทย์และเครื่องมือตรวจที่ทันสมัย ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การวางแผนรักษา ไปจนถึงการติดตามอาการต่อเนื่อง เพื่อให้คุณมั่นใจว่าดวงตาได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา อย่ารอให้รุนแรงขึ้น นัดหมายเพื่อปรึกษาจักษุแพทย์ได้ที่


References


คำถามที่พบบ่อย

เริมที่ตาใช้เวลากี่วันถึงจะหาย?

กรณีติดเชื้อที่ผิวกระจกตาและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาการมักดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากติดเชื้อรุนแรงอาจใช้เวลานานกว่านั้น และต้องติดตามอาการกับแพทย์อย่างใกล้ชิด

เป็นเริมที่ตาห้ามกินอะไรบ้าง?

ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าต้องงดอาหารชนิดใดเป็นพิเศษ แต่ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์จัด การสูบบุหรี่ และการอดนอน พร้อมกินอาหารครบ 5 หมู่ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

เริมที่ตาติดต่อจากคนสู่คนได้หรือไม่?

ติดต่อได้ โดยเฉพาะช่วงที่มีตุ่มน้ำหรือแผลที่ยังไม่หาย ผ่านการสัมผัสโดยตรงหรือใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า หมอน และเครื่องสำอาง ควรล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตา

ใช้มือสัมผัสแผลเริมที่ปากแล้วขยี้ตา จะทำให้เป็นเริมที่ตาไหม?

มีโอกาสที่เชื้อ HSV จะเข้าสู่ดวงตาจากการสัมผัสแผลเริมแล้วนำมือไปสัมผัสดวงตา อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าจะติดเชื้อทุกครั้ง ควรหลีกเลี่ยงการจับแผลเริมและขยี้ตา รวมถึงล้างมือด้วยสบู่และน้ำหลังสัมผัสบริเวณแผลที่มีเชื้อ

เริมที่ตาสามารถติดต่อผู้อื่นได้หรือไม่ หากไม่มีตุ่มเริมหรือแผลให้เห็น?

เชื้อ HSV สามารถแพร่ได้แม้ไม่มีอาการหรือแผลที่เห็นได้ชัด แต่การแพร่เชื้อจากผู้ที่มีการติดเชื้อ HSV ที่ตาไปยังผู้อื่นพบได้น้อย จึงควรล้างมือสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตา และไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ