พังผืดที่จอประสาทตา รู้ทันอาการ สาเหตุ พร้อมแนวทางรักษา
พังผืดที่จอประสาทตา (Epiretinal Membrane) ทำให้เห็นเส้นตรงโค้งงอหรือภาพตรงกลางมัวลง มาดูอาการ สาเหตุ วิธีรักษา การดูแลหลังผ่าตัดได้ในบทความนี้

เคยสังเกตไหมว่า ตาแดง ระคายเคือง เจ็บตาแบบแปลก ๆ อาจไม่ใช่ตาอักเสบธรรมดาเสมอไป เพราะเริมที่ตาคือการติดเชื้อไวรัสเริมที่ลุกลามมาถึงดวงตา โดยเฉพาะกระจกตา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการมองเห็น หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจเกิดแผลเป็นและทำให้สายตาแย่ลงได้
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักเริมที่ตา ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีแยกจากตาแดงทั่วไป การรักษา ไปจนถึงการดูแลตัวเองเพื่อลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ
Key Takeaways
สารบัญบทความ

เริมที่ตา หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Herpetic Eye Disease หรือ Ocular Herpes คือภาวะติดเชื้อไวรัสเริม (Herpes Simplex Virus: HSV) ที่ลุกลามมาที่ กระจกตา หรือเยื่อบุตา ซึ่งต่างจากเริมที่ผิวหนังหรือริมฝีปากที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เพราะเริมที่ตามีผลต่อการมองเห็นโดยตรง
กระจกตาเปรียบเสมือนหน้าต่างใสด้านหน้าของดวงตา ทำหน้าที่รับแสงและช่วยโฟกัสภาพ เมื่อเชื้อไวรัสทำให้เกิดการอักเสบหรือเป็นแผลบริเวณนี้ ภาพที่เห็นอาจพร่ามัว ขุ่น หรือไวต่อแสงได้
สาเหตุหลักของเริมที่ตา คือเชื้อ HSV โดยเชื้อมี 2 ชนิดหลัก ได้แก่
โดยรูปแบบการติดเชื้อเริมที่ตาแบ่งเป็น 2 ลักษณะ
ใคร ๆ ก็มีโอกาสเป็นเริมที่ตาได้ เพราะเชื้อ HSV พบได้ทั่วไปในประชากร แต่กลุ่มต่อไปนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ

อาการของเริมที่ตา มักเกิดที่ตาข้างเดียว และอาจแตกต่างกันไปตามตำแหน่งที่ติดเชื้อ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
สัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์ทันที
หากมีอาการเหล่านี้ไม่ควรรอให้หายเอง เพราะยิ่งรักษาช้า ความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นที่กระจกตายิ่งสูงขึ้น
หลายคนสับสนระหว่างเริมที่ตากับตาแดงทั่วไป เพราะระยะแรกอาจดูคล้ายกัน แต่มีจุดสังเกตที่ช่วยแยกได้ ดังนี้
นอกจากนี้ยังมีโรคตาอื่นที่อาจเข้าใจผิดได้ เช่น ต้อเนื้อ หรือต้อลม ซึ่งมักมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อหรือตุ่มที่เยื่อบุตาขาว และเกิดจากแสงแดดหรือฝุ่นละออง ไม่ใช่การติดเชื้อไวรัส หากไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นคืออะไร การตรวจโดยจักษุแพทย์จะช่วยแยกโรคได้อย่างแม่นยำที่สุด
เริมที่ตาเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นจากโรคติดเชื้อที่กระจกตา แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เป็นจะต้องตาบอด ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับว่าไวรัสลุกลามถึงชั้นไหนของกระจกตา
ภาวะแทรกซ้อนที่มีโอกาสพบได้
แม้ว่าเริมที่ตาจะไม่ได้ทำให้ตาบอดในทุกราย แต่การพบแพทย์และเริ่มรักษาเร็วช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้มาก

การวินิจฉัยเริมที่ตา ส่วนใหญ่แพทย์ใช้ประวัติอาการร่วมกับการตรวจตาอย่างละเอียด โดยวิธีที่ใช้บ่อย ได้แก่
การรักษาเริมที่ตา ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของการติดเชื้อ โดยจักษุแพทย์จะเลือกแนวทางที่เหมาะสมให้เป็นรายบุคคล เช่น
ข้อควรระวังคือไม่ควรซื้อยารักษาเริมมาใช้เอง โดยเฉพาะยาที่มีสเตียรอยด์ เพราะฤทธิ์ยาอาจปิดบังอาการและทำให้ผลลัพธ์แย่ลงได้ ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ควรหยุดใส่ทันทีเมื่อสงสัยว่าติดเชื้อ และพบแพทย์โดยเร็ว

การติดเชื้อที่ชั้นผิวนอกของกระจกตา ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นได้ดีเมื่อได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม และมักหายภายในประมาณ 1-2 สัปดาห์ แต่เนื่องจากไวรัสยังคงหลบอยู่ในปมประสาท จึงยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ในอนาคต และไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะหายขาดถาวร ดังนั้นการดูแลตัวเองและไปตรวจตามนัดจึงสำคัญมาก
แนวทางดูแลและป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
เริมที่ตาเป็นภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เพราะแม้จะเริ่มจากอาการที่ดูคล้ายตาแดงธรรมดา แต่หากลุกลามถึงกระจกตา อาจกระทบการมองเห็นได้ในระยะยาว การสังเกตอาการ ไปพบจักษุแพทย์ให้เร็ว และรักษาอย่างต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและโอกาสกลับเป็นซ้ำ
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการปวดตา ตาแดง สู้แสงไม่ได้ หรือตามัว โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ พร้อมดูแลด้วยทีมจักษุแพทย์และเครื่องมือตรวจที่ทันสมัย ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การวางแผนรักษา ไปจนถึงการติดตามอาการต่อเนื่อง เพื่อให้คุณมั่นใจว่าดวงตาได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา อย่ารอให้รุนแรงขึ้น นัดหมายเพื่อปรึกษาจักษุแพทย์ได้ที่
References
กรณีติดเชื้อที่ผิวกระจกตาและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาการมักดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากติดเชื้อรุนแรงอาจใช้เวลานานกว่านั้น และต้องติดตามอาการกับแพทย์อย่างใกล้ชิด
ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าต้องงดอาหารชนิดใดเป็นพิเศษ แต่ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์จัด การสูบบุหรี่ และการอดนอน พร้อมกินอาหารครบ 5 หมู่ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
ติดต่อได้ โดยเฉพาะช่วงที่มีตุ่มน้ำหรือแผลที่ยังไม่หาย ผ่านการสัมผัสโดยตรงหรือใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า หมอน และเครื่องสำอาง ควรล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตา
มีโอกาสที่เชื้อ HSV จะเข้าสู่ดวงตาจากการสัมผัสแผลเริมแล้วนำมือไปสัมผัสดวงตา อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าจะติดเชื้อทุกครั้ง ควรหลีกเลี่ยงการจับแผลเริมและขยี้ตา รวมถึงล้างมือด้วยสบู่และน้ำหลังสัมผัสบริเวณแผลที่มีเชื้อ
เชื้อ HSV สามารถแพร่ได้แม้ไม่มีอาการหรือแผลที่เห็นได้ชัด แต่การแพร่เชื้อจากผู้ที่มีการติดเชื้อ HSV ที่ตาไปยังผู้อื่นพบได้น้อย จึงควรล้างมือสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตา และไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น