ขาโก่งเกิดจากอะไร? รวมสาเหตุและวิธีรักษาภาวะขาโก่งผิดรูป
ขาโก่งคือภาวะที่กระดูกขาโค้งผิดรูป สาเหตุเกิดจากพันธุกรรม ข้อเข่าเสื่อม หรือขาดสารอาหาร มีวิธีรักษาตั้งแต่เฝ้าสังเกตอาการไปจนถึงการผ่าตัดปรับแนวกระดูก

การออกกำลังกายและการเล่นกีฬาเป็นกิจกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพในหลายด้าน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อ และกระดูกได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาอาชีพที่ฝึกซ้อมหนักทุกวัน หรือผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพทั่วไป ล้วนมีโอกาสเผชิญกับอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาได้ไม่ต่างกัน หากไม่เข้าใจกลไกการเกิดและไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่แรก การบาดเจ็บเล็กน้อยอาจพัฒนาไปสู่ภาวะเรื้อรังที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาวได้
บทความนี้รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับสาเหตุ รูปแบบของการบาดเจ็บ ระดับความรุนแรง วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น ตลอดจนแนวทางการรักษาและการป้องกัน เพื่อให้ผู้ที่รักการออกกำลังกายและเล่นกีฬาสามารถดูแลร่างกายได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยมากขึ้น
KEY TAKEAWAY
สารบัญบทความ
ในทางเวชศาสตร์การกีฬา แพทย์มักแบ่งกลไกการเกิดอาการบาดเจ็บออกเป็น 2 ลักษณะตามระยะเวลาและรูปแบบของแรงที่กระทำต่อร่างกาย ได้แก่
อาการบาดเจ็บที่เกิดอย่างเฉียบพลัน (Acute Injury)
เป็นการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นทันทีจากแรงกระแทกหรือการเคลื่อนไหวที่ผิดจังหวะในครั้งเดียว ลักษณะคือมีอาการปวด บวม หรือช้ำเกิดขึ้นทันทีหลังได้รับแรงกระแทก และสามารถระบุช่วงเวลาที่เกิดเหตุได้ชัดเจน กีฬาที่มีการปะทะกันโดยตรง เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล และรักบี้ มักเป็นสาเหตุของการบาดเจ็บลักษณะนี้ได้บ่อย
อาการบาดเจ็บจากการบาดเจ็บสะสม (Chronic Injury)
เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อ เอ็น หรือข้อต่อบริเวณเดิมซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โดยที่เนื้อเยื่อยังไม่ได้รับการพักฟื้นอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดการอักเสบสะสมทีละน้อยจนกลายเป็นภาวะเจ็บเรื้อรัง รูปแบบที่พบบ่อย ๆ เช่น กลุ่มอาการปวดรอบข้อเข่าในนักวิ่ง หรืออาการปวดหลังเรื้อรังในนักกอล์ฟที่มีการบิดหมุนลำตัวซ้ำ ๆ เป็นต้น

โดยทั่วไปแล้วผู้ที่ออกกำลังกายหรือนักกีฬามักจะได้รับการบาดเจ็บที่บริเวณข้อเข่า ข้อเท้า และกล้ามเนื้อต้นขาเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งรูปแบบการบาดเจ็บสามารถแบ่งตามชนิดของเนื้อเยื่อที่ได้รับผลกระทบได้ 4 กลุ่มหลัก ดังนี้
การบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อเป็นรูปแบบการบาดเจ็บที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการหดตัวหรือยืดตัวของกล้ามเนื้อเกินขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการหดตัวอย่างรุนแรงฉับพลัน หรือการใช้งานซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง (Overuse) จนใยกล้ามเนื้อและหลอดเลือดฝอยบริเวณนั้นฉีกขาด กล้ามเนื้อที่พบการบาดเจ็บได้บ่อย ได้แก่ กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring Muscles) และกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps Muscles)
เอ็นยึดข้อต่อทำหน้าที่รักษาความมั่นคงของข้อต่อไม่ให้เคลื่อนออกนอกแนวปกติ เมื่อข้อต่อถูกบิดหรือกระแทกเกินองศาการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ เอ็นจึงเกิดการยืดหรือฉีกขาดได้ ตัวอย่างที่พบบ่อยคือข้อเท้าพลิก ซึ่งเป็นการบาดเจ็บของเอ็นรอบข้อเท้า การบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า ไม่ว่าจะเป็นเอ็นไขว้หน้าขาด หรือหมอนรองเข่าฉีก ผู้ป่วยจะมีอาการเข่าบวม ปวดเข่ารุนแรงแบบทันทีทันใด
การบาดเจ็บระดับนี้มักเกิดจากแรงกระแทกที่รุนแรง เช่น การหกล้มอย่างแรงหรือการปะทะโดยตรง ทำให้กระดูกหักหรือแตก (Fracture) ซึ่งอาจพบร่วมกับข้อต่อเคลื่อนหลุดออกจากตำแหน่งปกติ (Dislocation) ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ในนักกีฬาที่ฝึกซ้อมหนักและใช้งานกระดูกบริเวณเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะกระดูกล้า (Stress Fracture) ซึ่งเป็นรอยแตกขนาดเล็กจากการสะสมแรงกระแทก มักพบในนักวิ่งระยะไกลบริเวณกระดูกหน้าแข้งหรือกระดูกฝ่าเท้า
แม้พบได้น้อยกว่าการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและข้อต่อ แต่ในกีฬาที่มีการปะทะรุนแรง เช่น รักบี้ มวย หรืออุบัติเหตุจากการล้มกระแทกบริเวณลำตัว อาจทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่ออวัยวะภายในช่องท้องหรือทรวงอก ซึ่งจัดเป็นการบาดเจ็บที่ต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์อย่างเร่งด่วน เนื่องจากอาจไม่แสดงอาการรุนแรงในทันที แต่มีความเสี่ยงต่อชีวิตหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัย
ในทางการแพทย์มีการจัดระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ เอ็น และเอ็นยึดข้อต่อเป็น 4 ระดับ (Grade) โดยพิจารณาจากปริมาณเนื้อเยื่อที่ฉีกขาดและความสามารถในการใช้งานอวัยวะนั้น ดังนี้
ทั้งนี้แนวทางการรักษาในแต่ละระดับยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อต่อ อายุ และความต้องการใช้งานร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย
เมื่อเกิดการบาดเจ็บระหว่างเล่นกีฬา สิ่งแรกที่ควรทำคือประเมินความรุนแรงเบื้องต้น เช่น มีอาการบวม กดเจ็บ หรือขยับแล้วเจ็บมากผิดปกติหรือไม่ จากนั้นจึงเริ่มปฐมพยาบาลตามแนวทาง PRICE ซึ่งเป็นหลักการที่แพทย์เวชศาสตร์การกีฬาแนะนำให้ปฏิบัติภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังบาดเจ็บ ประกอบด้วย
แม้การบาดเจ็บส่วนใหญ่สามารถดูแลเบื้องต้นด้วยหลัก PRICE ได้ แต่มีบางอาการที่บ่งชี้ถึงการบาดเจ็บรุนแรงซึ่งไม่ควรปล่อยไว้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากพบลักษณะดังต่อไปนี้
ในกรณีที่สงสัยการบาดเจ็บของเอ็นหรือข้อต่อ แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจภาพวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น การตรวจอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) เพื่อประเมินกล้ามเนื้อและเอ็นเบื้องต้น หรือการทำ MRI เข่าในกรณีที่สงสัยการฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้าหรือหมอนรองกระดูก เนื่องจากให้รายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อนได้ชัดเจนกว่าการเอกซเรย์ทั่วไป

การรักษาอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาขึ้นอยู่กับชนิดและระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บ โดยแพทย์จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 แนวทางหลัก ดังนี้
ในระยะแรก แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบ เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มไม่มีสเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาคลายกล้ามเนื้อ ในบางกรณีอาจมีการใช้ยาทาหรือยาแปะเฉพาะที่ร่วมด้วย ทั้งนี้การใช้ยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะการใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
สำหรับการบาดเจ็บของเอ็น กล้ามเนื้อ หรือข้อต่อที่ยังไม่รุนแรงถึงขั้นต้องผ่าตัด การกายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูองศาการเคลื่อนไหว เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อต่อ และป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบจากการหยุดใช้งานเป็นเวลานาน ในบางกรณีอาจต้องใช้เฝือกหรืออุปกรณ์พยุงข้อต่อร่วมด้วยระหว่างการฟื้นฟู
หากรักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือเป็นการบาดเจ็บรุนแรงที่เอ็นฉีกขาดโดยสมบูรณ์จนข้อต่อสูญเสียความมั่นคง เช่น กรณีเอ็นไขว้หน้าขาดหรือหมอนรองเข่าฉีกรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดซ่อมแซม เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้งานเอ็นและข้อได้ใกล้เคียงเดิมอีกครั้ง
ปัจจุบันนิยมใช้เทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้อง (Arthroscopic Surgery) ซึ่งมีข้อดีคือแผลผ่าตัดขนาดเล็ก ลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อข้างเคียง และช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเปิดแผลกว้าง ในผู้ป่วยบางรายที่มีความเสื่อมของผิวข้อรุนแรงร่วมด้วย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมจากการบาดเจ็บสะสม แพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นทางเลือกในการรักษาระยะยาว
ความปลอดภัยในการเล่นกีฬาเป็นสิ่งที่ป้องกันได้หากมีการเตรียมความพร้อมของร่างกายอย่างเหมาะสม สำหรับวิธีป้องกันอันตรายจากการเล่นกีฬา สามารถสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติได้ดังนี้
การเล่นกีฬาและการออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาว แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้เช่นกัน การเข้าใจสาเหตุ สังเกตความรุนแรงของอาการ และปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยหลัก PRICE อย่างถูกวิธี จะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม หากอาการบาดเจ็บไม่ดีขึ้น มีข้อหลวมไม่มั่นคง หรือส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้ารับการตรวจประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางถือเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับลักษณะการบาดเจ็บของแต่ละบุคคล
โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ ร่วมกับนักกายภาพบำบัดที่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้มีอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การวางแผนการรักษาแบบไม่ผ่าตัด ไปจนถึงการผ่าตัดด้วยเทคนิคที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมให้คำแนะนำด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อให้กลับมาเคลื่อนไหวและเล่นกีฬาได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
ช่องทางติดต่อ
ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีการปะทะและเปลี่ยนทิศทางกะทันหันบ่อยครั้ง อาการบาดเจ็บที่พบได้บ่อย ได้แก่ข้อเท้าพลิก การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังและด้านหน้า รวมถึงการบาดเจ็บของเอ็นรอบข้อเข่า
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการวอร์มอัปไม่เพียงพอก่อนออกกำลังกาย การเพิ่มความหนักหรือระยะเวลาการฝึกซ้อมเร็วเกินไปโดยที่ร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน รวมถึงการใช้ท่าทางหรือเทคนิคที่ไม่ถูกต้อง
References
Bergman, R. Li, D. & Shuman, VL. Acute Ankle Sprain. [Updated 2025 Aug 2]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2026 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK459212/
Sport Injury Classification. (n.d.). Physiopedia. https://www.physio-pedia.com/Sport_Injury_Classification