บทความสุขภาพ

ขาโก่งเกิดจากอะไร? รวมสาเหตุและวิธีรักษาภาวะขาโก่งผิดรูป

บทความโดย: seoteam seoteam วันที่อัพเดท: 9 กันยายน 2569

ขาโก่ง

ขาโก่งเป็นหนึ่งในความผิดปกติของโครงสร้างขาที่พบได้บ่อย ไม่ว่าจะเป็นในวัยเด็กที่กระดูกกำลังพัฒนา หรือในวัยผู้ใหญ่ที่ใช้งานข้อเข่ามาอย่างยาวนาน ลักษณะของขาโก่งหรือขาผิดรูปเช่นนี้ไม่เพียงส่งผลต่อรูปลักษณ์ภายนอกและความมั่นใจเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพกระดูกและข้อที่ซ่อนอยู่ด้วย

บทความนี้ชวนมาดูว่าลักษณะขาโก่งเป็นยังไง ขาเบี้ยวแบบไหนที่เข้าข่ายควรกังวล ขาโก่งเกิดจากอะไรและมีแนวทางดูแลรักษาอย่างไรให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง


KEY TAKEAWAY

  • ขาโก่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะหลัก คือแบบ O (Genu Varum) และแบบ X หรือ Valgus Knee ซึ่งมีทิศทางการโก่งของข้อเข่าตรงข้ามกัน
  • สาเหตุของขาโก่งมีได้หลายปัจจัย ทั้งจากพัฒนาการตามธรรมชาติในเด็ก โรคบลอนท์ ภาวะขาดสารอาหาร การบาดเจ็บ ไปจนถึงข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ
  • เด็กขาโก่งในวัยเล็กส่วนใหญ่ไม่ต้องกังวล เพราะมักดีขึ้นเองตามวัย แต่หากไม่ดีขึ้นหลังอายุ 2-3 ปีควรพบแพทย์
  • แนวทางรักษาขาโก่งมีตั้งแต่การเฝ้าสังเกตอาการ กายภาพบำบัด ไปจนถึงการผ่าตัดปรับแนวกระดูกในรายที่มีอาการรุนแรง
  • การตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยวางแผนดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อข้อเข่าเสื่อมในระยะยาว

สารบัญบทความ


ขาโก่งคืออะไร?

Bow Leg คือ

ขาโก่งหรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Bow Leg คือลักษณะของกระดูกขาที่โค้งออกด้านนอกผิดไปจากแนวปกติ เมื่อยืนให้ข้อเท้าชิดกัน หัวเข่าทั้งสองข้างจะห่างออกจากกันจนไม่สามารถแตะกันได้ ทำให้รูปขามีลักษณะโค้งคล้ายตัวอักษร O ซึ่งแตกต่างจากเข่าโก่งแบบValgus Knee คือหัวเข่าจะเบนเข้าหากันจนขาดูเหมือนตัวอักษร "X"

ภาวะขาโก่งสามารถพบได้ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กที่โครงสร้างกระดูกกำลังเจริญเติบโต ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ข้อเข่าเสื่อมสภาพตามกาลเวลา โดยสาเหตุและแนวทางการดูแลรักษาจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุและความรุนแรงของอาการ


ขาโก่งมีกี่แบบ ต่างกันอย่างไร?

ขาโก่งที่พบได้ในทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะหลัก ซึ่งมีทิศทางการโค้งงอของข้อเข่าตรงข้ามกัน ส่งผลต่อแนวรับน้ำหนักและความเสี่ยงต่อข้อเข่าที่แตกต่างกันไป ดังนี้ 

ขาโก่งแบบ O 

ขาโก่งแบบ O หรือทางการแพทย์เรียกว่า Genu Varum เป็นลักษณะที่พบบ่อยที่สุด โดยเมื่อยืนให้ข้อเท้าชิดกัน หัวเข่าทั้งสองข้างจะแยกห่างออกจากกัน ทำให้แนวขาโค้งออกด้านนอกคล้ายตัวอักษร O มักพบในเด็กเล็กที่โครงสร้างกระดูกกำลังพัฒนา หรือในผู้ที่มีการกระจายน้ำหนักที่ข้อเข่าด้านในผิดปกติ หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจส่งผลต่อแนวการเดินและเพิ่มแรงกดที่ข้อเข่าด้านในในระยะยาว 

ขาโก่งแบบ X

ในทางตรงข้าม ขาแบะแบบ X หรือ Genu Valgum คือภาวะที่เมื่อพยายามให้หัวเข่าทั้งสองข้างชิดกัน ข้อเท้ากลับแยกออกจากกัน ทำให้รูปขาหักเข้าหากันคล้ายตัวอักษร X ลักษณะนี้ทำให้น้ำหนักตัวถ่ายเทไปยังข้อเข่าด้านนอกมากกว่าปกติ ส่งผลให้ข้อเข่าเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ และอาจกระทบต่อการทรงตัวขณะเดินหรือยืนเป็นเวลานาน 


ขาโก่งเกิดจากสาเหตุใด?

ขาโก่งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งที่เป็นไปตามธรรมชาติของการเจริญเติบโต และที่เกิดจากความผิดปกติของกระดูกขาหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

ขาโก่งตามธรรมชาติ

ในช่วงวัยทารกถึงเด็กเล็ก เด็กขาโก่งถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วไป เนื่องจากกล้ามเนื้อและกระดูกขายังอยู่ในช่วงพัฒนา ทำให้แนวขายังไม่ตรงเต็มที่ ผู้ปกครองที่สังเกตเห็นว่าลูกขาโก่งในวัยนี้ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก เพราะเมื่อเด็กเติบโตขึ้น แนวขาจะค่อย ๆ ปรับตัวจนตรงได้เองตามธรรมชาติ 

ขาโก่งแต่กำเนิด หรือโรคบลอนท์

โรคบลอนท์ (Blount Disease) หรือโรคกระดูกขาหน้าแข้งโก่ง เป็นความผิดปกติของการเจริญเติบโตบริเวณกระดูกหน้าแข้งด้านใน มักพบตั้งแต่วัยเด็ก และเป็นสาเหตุของเข่าโก่งที่รุนแรงกว่าภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจทำให้แนวขาผิดรูปมากขึ้นตามอายุ 

ภาวะขาดสารอาหาร

การขาดวิตามินดีและแคลเซียมอย่างรุนแรงอาจนำไปสู่โรคกระดูกอ่อน (Rickets) ซึ่งทำให้มวลกระดูกขาไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัว ส่งผลให้เกิดการโค้งงอผิดรูปได้ง่ายหรือขาโก่ง ภาวะนี้พบได้บ่อยในเด็กที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต 

การบาดเจ็บอย่างรุนแรง

อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุที่ทำให้กระดูกบริเวณรอบข้อเข่าหักหรือเส้นเอ็นฉีกขาด อาจส่งผลให้กระดูกสมานตัวผิดรูป หรือข้อเข่าสูญเสียความมั่นคง จนนำไปสู่ภาวะขาโก่งในภายหลังได้ 

ภาวะข้อเข่าเสื่อม

ภาวะข้อเข่าเสื่อมเป็นสาเหตุหลักของขาโก่งในผู้สูงอายุ เนื่องจากกระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอตามวัย ทำให้ช่องว่างระหว่างข้อแคบลง แนวกระดูกขาจึงเปลี่ยนทิศทางและโก่งออกในที่สุด 

การใช้งานข้อเข้าไม่เหมาะสม

การยกของหนัก เล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกต่อข้อเข่าบ่อยครั้ง รวมถึงน้ำหนักตัวที่มากเกินเกณฑ์ ล้วนเพิ่มแรงกดทับต่อระดูกขาและข้อเข่าอย่างต่อเนื่อง จนอาจทำให้โครงสร้างขาค่อย ๆ ผิดรูปกลายเป็นขาโก่งได้ในระยะยาว 


ภาวะขาโก่งในเด็ก และในผู้ใหญ่ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

เด็กขาโก่งในช่วงวัยทารกจนถึงประมาณ 2-3 ปี ส่วนใหญ่เป็นไปตามพัฒนาการปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ยังไม่ถือเป็นความผิดปกติ และมักดีขึ้นเองเมื่อเด็กโตขึ้น แต่หากพ้นวัยดังกล่าวแล้วแนวขาโก่งยังไม่ปรับตัวดีขึ้น หรือมีความรุนแรงมากผิดสังเกต ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นที่อาจแฝงอยู่ เช่น โรคบลอนท์ หรือภาวะขาดสารอาหาร

ในทางกลับกัน คนขาโก่งในผู้ใหญ่มักมีสาเหตุมาจากปัจจัยที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะขาโก่งในผู้สูงอายุที่มักเกิดจากความเสื่อมของข้อเข่าตามวัย การบาดเจ็บของเส้นเอ็นเรื้อรัง หรือกระดูกที่เคยหักแล้วสมานตัวผิดรูปในอดีต ทำให้แนวรับน้ำหนักของร่างกายเปลี่ยนไปและเกิดขาโก่งตามมา นอกจากนี้ ผู้ที่มีภาวะไขข้ออักเสบหรือโรคภูมิคุ้มกันบางชนิดก็อาจทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลาย จนข้อเข่าเสื่อมและโก่งงอได้เช่นกัน


ผลกระทบจากภาวะขาโก่ง

ขาโก่งไม่ได้ส่งผลเพียงต่อรูปขาเท่านั้น แต่หากมีความผิดปกติของแนวขามากหรือเป็นต่อเนื่อง อาจกระทบต่อการกระจายน้ำหนัก การเดิน และข้อเข่าได้ โดยผลกระทบที่อาจพบมีดังนี้

  • ปวดเข่าและรับน้ำหนักผิดปกติขาโก่งทำให้แนวการรับน้ำหนักของขาเปลี่ยนไป ส่งผลให้แรงกดภายในข้อเข่ากระจายไม่สมดุล และอาจเกิดอาการปวดเมื่อเดิน ยืน หรือทำกิจกรรมที่ต้องลงน้ำหนัก
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อข้อเข่าเสื่อม หากแนวขาผิดปกติเป็นเวลานาน แรงกดที่กระจุกตัวบริเวณบางส่วนของข้อเข่าอาจเพิ่มขึ้น ทำให้กระดูกอ่อนสึกหรอและเกิดข้อเข่าเสื่อมได้
  • การเคลื่อนไหวผิดปกติ คนขาโก่งที่มีความผิดรูปมากอาจเดินหรือวิ่งได้ไม่ถนัด รู้สึกเมื่อยง่าย และเสียสมดุลได้ โดยเฉพาะเมื่อแนวขาเบี้ยวส่งผลต่อการลงน้ำหนักของทั้งสองข้าง
  • กระทบต่อความมั่นใจ ในบางรายขาโก่งที่เห็นได้ชัดอาจทำให้กังวลเกี่ยวกับรูปร่างหรือรูปขา และส่งผลต่อความมั่นใจในการแต่งตัวหรือทำกิจกรรมบางอย่าง

หากพบว่ามีขาโก่งร่วมกับลักษณะหรืออาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจประเมินจากแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและประเมินระดับความผิดปกติอย่างเหมาะสม

  • แนวขาเบี้ยวหรือขาโก่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • มีอาการปวดเข่าหรือปวดขาเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อเดินหรือยืนลงน้ำหนัก
  • เข่าข้างใดข้างหนึ่งผิดรูป แตกต่างจากอีกข้างหรือมีเข่าบวมร่วมด้วย
  • เดินผิดปกติ เดินลำบาก ทรงตัวไม่ดี หรือการเคลื่อนไหวลดลง

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดเข่าร่วมกับขาโก่งและต้องการดูแลเรื่องอาหาร สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ปวดเข่าห้ามกินอะไร


การวินิจฉัยภาวะขาโก่ง

การวินิจฉัยขาโก่งเริ่มต้นจากการตรวจร่างกายเบื้องต้นโดยแพทย์ ก่อนพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความรุนแรงและหาสาเหตุที่แท้จริง ดังนี้ 

  • ซักประวัติและประเมินอาการ สอบถามลักษณะขาโก่งตั้งแต่เริ่มพบ อาการปวด การเดิน การบาดเจ็บในอดีต รวมถึงโรคประจำตัวหรือประวัติความผิดปกติของกระดูกในครอบครัว
  • ตรวจร่างกายและแนวขา แพทย์สังเกตรูปขาตอนยืนและเดิน ตรวจการเคลื่อนไหวของข้อเข่า รวมถึงประเมินแนวกระดูกขาและการกระจายน้ำหนัก เพื่อดูว่ามีความผิดปกติของแนวขามากน้อยเพียงใด
  • เอกซเรย์ (X-ray) ใช้ดูแนวกระดูกและโครงสร้างรอบข้อเข่า โดยอาจถ่ายภาพในท่ายืนเพื่อประเมินแนวการรับน้ำหนักของขา และช่วยระบุตำแหน่งหรือระดับของความโก่ง
  • การตรวจเพิ่มเติม หากสงสัยความผิดปกติของเนื้อเยื่อรอบข้อ หรือจำเป็นต้องประเมินรายละเอียดเพิ่มเติม แพทย์อาจพิจารณาการตรวจอื่นตามความเหมาะสม เช่น MRI เข่า เพื่อดูโครงสร้างภายในข้อเข่า
  • ประเมินสาเหตุร่วม จากผลตรวจทั้งหมด แพทย์จะพิจารณาว่าขาโก่งเกิดจากพัฒนาการ โรคของกระดูก การบาดเจ็บ ข้อเข่าเสื่อม หรือสาเหตุอื่น เพื่อวางแนวทางรักษาขาโก่งให้เหมาะกับแต่ละราย

ขาโก่งรักษาได้ไหม มีวิธีรักษาอย่างไร?

วิธีแก้ขาโก่ง

ขาโก่งสามารถรักษาได้ โดยแนวทางขาโก่งวิธีรักษาจะแตกต่างกันไปตามช่วงวัยและความรุนแรงของอาการ ตั้งแต่การเฝ้าสังเกตอาการในเด็ก ไปจนถึงการผ่าตัดปรับแนวกระดูกในผู้ใหญ่ที่มีภาวะรุนแรง 

การรักษาขาโก่งในเด็ก

สำหรับเด็กขาโก่งในวัยทารกจนถึงประมาณ 2-3 ปี ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะแนวขาจะปรับตัวดีขึ้นเองตามธรรมชาติ แพทย์มักแนะนำให้เฝ้าสังเกตอาการอย่างต่อเนื่องก่อนพิจารณาวิธีแก้ขาโก่งอื่น ๆ ดังนี้

  • การติดตามอาการเป็นระยะโดยแพทย์เฉพาะทางกระดูกและข้อเด็ก เพื่อประเมินพัฒนาการของแนวขา
  • การเสริมวิตามินดีและแคลเซียม ในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะขาดสารอาหารร่วมด้วย
  • การใส่อุปกรณ์ดามขาหรือรองเท้าเสริม ในบางรายที่แพทย์พิจารณาว่าจำเป็น
  • การผ่าตัดปรับแนวกระดูก ซึ่งจะพิจารณาเฉพาะกรณีที่มีสาเหตุจากโรคบลอนท์หรือความผิดปกติรุนแรง

การรักษาขาโก่งในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

ในผู้ใหญ่และขาโก่งในผู้สูงอายุ ขาโก่งวิธีทําให้ตรงมักต้องอาศัยการรักษาทางการแพทย์ร่วมด้วย เนื่องจากโครงสร้างกระดูกเจริญเติบโตเต็มที่แล้วและไม่สามารถปรับตัวเองได้ ทางเลือกวิธีแก้ขาโก่งที่พบบ่อยมีดังนี้

  • การทำกายภาพบำบัดและบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า เพื่อลดอาการปวดและเสริมความมั่นคงของข้อเข่า
  • การใช้ยาแก้ปวดลดอักเสบ หรือฉีดยาเข้าข้อเข่า เพื่อบรรเทาอาการในระยะสั้น
  • การใส่อุปกรณ์พยุงเข่า (Knee Brace) เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักและลดแรงกดทับบริเวณข้อเข่า
  • การผ่าตัด ในกรณีที่อาการรุนแรงและวิธีอื่นไม่ได้ผล

การรักษาโรคขาโก่งด้วยการผ่าตัด

สำหรับผู้ที่มีภาวะขาโก่งรุนแรง การผ่าตัดถือเป็นแนวทางที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดที่สุด โดยมีวิธีหลักดังนี้

  • การผ่าตัดตัดกระดูกเพื่อปรับแนว (Osteotomy) เหมาะสำหรับผู้ที่ผ่าตัดขาโก่งในระยะที่ยังไม่รุนแรงมาก และข้อเข่ายังแข็งแรงดี
  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย ช่วยแก้ไขทั้งปัญหาขาโก่งและอาการปวดจากข้อเสื่อมไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ การเลือกวิธีแก้ขาโก่งไม่ควรตัดสินจากลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะความผิดปกติของกระดูกและข้อเข่าในแต่ละรายมีสาเหตุแตกต่างกัน การเข้ารับการประเมินจึงช่วยให้เลือกแนวทางรักษาได้เหมาะสมมากขึ้น นอกจากนี้ หากขาโก่งมีสาเหตุร่วมกับข้อเข่าเสื่อมและแพทย์พิจารณาว่าจำเป็นต้องรักษาด้วยการเปลี่ยนข้อ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผ่าข้อเข่าเทียม เพื่อทำความเข้าใจกับแนวทางการรักษาได้


ขาโก่งสามารถป้องกันได้ไหม?

ขาโก่งบางสาเหตุป้องกันได้ยาก เช่น พันธุกรรมหรือความผิดปกติแต่กำเนิดอย่างโรคบลอนท์ แต่บางกรณีสามารถลดความเสี่ยงหรือชะลอความรุนแรงได้ โดยสำหรับเด็กควรได้รับการติดตามแนวขาและพบแพทย์เฉพาะทางหากพบความผิดปกติ รวมถึงได้รับ Vitamin D และ Calcium อย่างเพียงพอ

สำหรับผู้ใหญ่วิธีแก้ขาโก่งด้วยตัวเองเบื้องต้นควรควบคุมน้ำหนัก เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและรอบข้อเข่า หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือกิจกรรมที่มีแรงกระแทกซ้ำ ๆ และใช้อุปกรณ์พยุงตามความเหมาะสม หากขาโก่งรุนแรงมีอาการปวด หรือมีข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อประเมินแนวทางรักษา


รักษาขาโก่งอย่างถูกวิธี ดูแลได้ที่ Samitivej Chinatown

ขาโก่งเป็นภาวะที่พบได้ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ลักษณะที่เป็นไปตามธรรมชาติในเด็กเล็กไปจนถึงภาวะที่เกิดจากข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อการเดิน บุคลิกภาพ และสุขภาพข้อเข่าในระยะยาว การสังเกตอาการขาโก่งตั้งแต่เนิ่น ๆ และเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้วางแผนดูแลรักษาขาโก่งได้ทันที

หากกำลังมองหาสถานที่ปรึกษาปัญหาขาโก่งที่ไว้ใจได้ Samitivej Chinatown พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ ด้วยเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน ตั้งแต่การเอกซเรย์ประเมินแนวขา ไปจนถึงการวางแผนผ่าตัดขาโก่งสำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง ทีมแพทย์จะประเมินสาเหตุและออกแบบแนวทางขาโก่งวิธีรักษาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ต้องเฝ้าติดตามพัฒนาการ หรือผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกครั้ง

สามารถติดต่อหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่


คำถามที่พบบ่อย

ขาโก่งขาดวิตามินอะไร?

ขาโก่งที่เกิดจากภาวะขาดสารอาหารมักสัมพันธ์กับการขาดวิตามินดีและแคลเซียมอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลให้มวลกระดูกไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัว จนนำไปสู่โรคกระดูกอ่อน (Rickets) ในเด็กได้ 

ผู้ใหญ่ขาโก่ง สามารถจัดให้กลับมาตรงได้ไหม?

ทำได้ยากกว่าในเด็ก เนื่องจากกระดูกเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ส่วนใหญ่จำเป็นต้องอาศัยการผ่าตัดปรับแนวกระดูกจึงจะเห็นผลชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะขาโก่งแบบ O, X หรือแม้แต่ขาโก่งไปด้านหลังก็ควรได้รับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางก่อนตัดสินใจรักษา 


References

Boston Children’s Hospital. (n.d.). What is bowlegs https://www.childrenshospital.org/conditions-treatments/bowlegs

Phillip A. Bostian. (21 April, 2025). Bow Legged: Causes and Treatments Explained. https://emergeortho.com/news/bow-legged-causes-and-treatments-explained/

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ