อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาอันตรายไหม? รู้ทันสาเหตุและการรักษา
อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาเกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง รวมสาเหตุ ประเภทของการบาดเจ็บ ความรุนแรง วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น และแนวทางรักษา

ขาโก่งเป็นหนึ่งในความผิดปกติของโครงสร้างขาที่พบได้บ่อย ไม่ว่าจะเป็นในวัยเด็กที่กระดูกกำลังพัฒนา หรือในวัยผู้ใหญ่ที่ใช้งานข้อเข่ามาอย่างยาวนาน ลักษณะของขาโก่งหรือขาผิดรูปเช่นนี้ไม่เพียงส่งผลต่อรูปลักษณ์ภายนอกและความมั่นใจเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพกระดูกและข้อที่ซ่อนอยู่ด้วย
บทความนี้ชวนมาดูว่าลักษณะขาโก่งเป็นยังไง ขาเบี้ยวแบบไหนที่เข้าข่ายควรกังวล ขาโก่งเกิดจากอะไรและมีแนวทางดูแลรักษาอย่างไรให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
KEY TAKEAWAY
สารบัญบทความ

ขาโก่งหรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Bow Leg คือลักษณะของกระดูกขาที่โค้งออกด้านนอกผิดไปจากแนวปกติ เมื่อยืนให้ข้อเท้าชิดกัน หัวเข่าทั้งสองข้างจะห่างออกจากกันจนไม่สามารถแตะกันได้ ทำให้รูปขามีลักษณะโค้งคล้ายตัวอักษร O ซึ่งแตกต่างจากเข่าโก่งแบบValgus Knee คือหัวเข่าจะเบนเข้าหากันจนขาดูเหมือนตัวอักษร "X"
ภาวะขาโก่งสามารถพบได้ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กที่โครงสร้างกระดูกกำลังเจริญเติบโต ไปจนถึงผู้สูงอายุที่ข้อเข่าเสื่อมสภาพตามกาลเวลา โดยสาเหตุและแนวทางการดูแลรักษาจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุและความรุนแรงของอาการ
ขาโก่งที่พบได้ในทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะหลัก ซึ่งมีทิศทางการโค้งงอของข้อเข่าตรงข้ามกัน ส่งผลต่อแนวรับน้ำหนักและความเสี่ยงต่อข้อเข่าที่แตกต่างกันไป ดังนี้
ขาโก่งแบบ O หรือทางการแพทย์เรียกว่า Genu Varum เป็นลักษณะที่พบบ่อยที่สุด โดยเมื่อยืนให้ข้อเท้าชิดกัน หัวเข่าทั้งสองข้างจะแยกห่างออกจากกัน ทำให้แนวขาโค้งออกด้านนอกคล้ายตัวอักษร O มักพบในเด็กเล็กที่โครงสร้างกระดูกกำลังพัฒนา หรือในผู้ที่มีการกระจายน้ำหนักที่ข้อเข่าด้านในผิดปกติ หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจส่งผลต่อแนวการเดินและเพิ่มแรงกดที่ข้อเข่าด้านในในระยะยาว
ในทางตรงข้าม ขาแบะแบบ X หรือ Genu Valgum คือภาวะที่เมื่อพยายามให้หัวเข่าทั้งสองข้างชิดกัน ข้อเท้ากลับแยกออกจากกัน ทำให้รูปขาหักเข้าหากันคล้ายตัวอักษร X ลักษณะนี้ทำให้น้ำหนักตัวถ่ายเทไปยังข้อเข่าด้านนอกมากกว่าปกติ ส่งผลให้ข้อเข่าเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ และอาจกระทบต่อการทรงตัวขณะเดินหรือยืนเป็นเวลานาน
ขาโก่งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งที่เป็นไปตามธรรมชาติของการเจริญเติบโต และที่เกิดจากความผิดปกติของกระดูกขาหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยมีรายละเอียดดังนี้
ในช่วงวัยทารกถึงเด็กเล็ก เด็กขาโก่งถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วไป เนื่องจากกล้ามเนื้อและกระดูกขายังอยู่ในช่วงพัฒนา ทำให้แนวขายังไม่ตรงเต็มที่ ผู้ปกครองที่สังเกตเห็นว่าลูกขาโก่งในวัยนี้ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก เพราะเมื่อเด็กเติบโตขึ้น แนวขาจะค่อย ๆ ปรับตัวจนตรงได้เองตามธรรมชาติ
โรคบลอนท์ (Blount Disease) หรือโรคกระดูกขาหน้าแข้งโก่ง เป็นความผิดปกติของการเจริญเติบโตบริเวณกระดูกหน้าแข้งด้านใน มักพบตั้งแต่วัยเด็ก และเป็นสาเหตุของเข่าโก่งที่รุนแรงกว่าภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจทำให้แนวขาผิดรูปมากขึ้นตามอายุ
การขาดวิตามินดีและแคลเซียมอย่างรุนแรงอาจนำไปสู่โรคกระดูกอ่อน (Rickets) ซึ่งทำให้มวลกระดูกขาไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัว ส่งผลให้เกิดการโค้งงอผิดรูปได้ง่ายหรือขาโก่ง ภาวะนี้พบได้บ่อยในเด็กที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต
อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุที่ทำให้กระดูกบริเวณรอบข้อเข่าหักหรือเส้นเอ็นฉีกขาด อาจส่งผลให้กระดูกสมานตัวผิดรูป หรือข้อเข่าสูญเสียความมั่นคง จนนำไปสู่ภาวะขาโก่งในภายหลังได้
ภาวะข้อเข่าเสื่อมเป็นสาเหตุหลักของขาโก่งในผู้สูงอายุ เนื่องจากกระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอตามวัย ทำให้ช่องว่างระหว่างข้อแคบลง แนวกระดูกขาจึงเปลี่ยนทิศทางและโก่งออกในที่สุด
การยกของหนัก เล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกต่อข้อเข่าบ่อยครั้ง รวมถึงน้ำหนักตัวที่มากเกินเกณฑ์ ล้วนเพิ่มแรงกดทับต่อกระดูกขาและข้อเข่าอย่างต่อเนื่อง จนอาจทำให้โครงสร้างขาค่อย ๆ ผิดรูปกลายเป็นขาโก่งได้ในระยะยาว
เด็กขาโก่งในช่วงวัยทารกจนถึงประมาณ 2-3 ปี ส่วนใหญ่เป็นไปตามพัฒนาการปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ยังไม่ถือเป็นความผิดปกติ และมักดีขึ้นเองเมื่อเด็กโตขึ้น แต่หากพ้นวัยดังกล่าวแล้วแนวขาโก่งยังไม่ปรับตัวดีขึ้น หรือมีความรุนแรงมากผิดสังเกต ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นที่อาจแฝงอยู่ เช่น โรคบลอนท์ หรือภาวะขาดสารอาหาร
ในทางกลับกัน คนขาโก่งในผู้ใหญ่มักมีสาเหตุมาจากปัจจัยที่แตกต่างออกไป โดยเฉพาะขาโก่งในผู้สูงอายุที่มักเกิดจากความเสื่อมของข้อเข่าตามวัย การบาดเจ็บของเส้นเอ็นเรื้อรัง หรือกระดูกที่เคยหักแล้วสมานตัวผิดรูปในอดีต ทำให้แนวรับน้ำหนักของร่างกายเปลี่ยนไปและเกิดขาโก่งตามมา นอกจากนี้ ผู้ที่มีภาวะไขข้ออักเสบหรือโรคภูมิคุ้มกันบางชนิดก็อาจทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลาย จนข้อเข่าเสื่อมและโก่งงอได้เช่นกัน
ขาโก่งไม่ได้ส่งผลเพียงต่อรูปขาเท่านั้น แต่หากมีความผิดปกติของแนวขามากหรือเป็นต่อเนื่อง อาจกระทบต่อการกระจายน้ำหนัก การเดิน และข้อเข่าได้ โดยผลกระทบที่อาจพบมีดังนี้
หากพบว่ามีขาโก่งร่วมกับลักษณะหรืออาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจประเมินจากแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและประเมินระดับความผิดปกติอย่างเหมาะสม
สำหรับผู้ที่มีอาการปวดเข่าร่วมกับขาโก่งและต้องการดูแลเรื่องอาหาร สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ปวดเข่าห้ามกินอะไร
การวินิจฉัยขาโก่งเริ่มต้นจากการตรวจร่างกายเบื้องต้นโดยแพทย์ ก่อนพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความรุนแรงและหาสาเหตุที่แท้จริง ดังนี้

ขาโก่งสามารถรักษาได้ โดยแนวทางขาโก่งวิธีรักษาจะแตกต่างกันไปตามช่วงวัยและความรุนแรงของอาการ ตั้งแต่การเฝ้าสังเกตอาการในเด็ก ไปจนถึงการผ่าตัดปรับแนวกระดูกในผู้ใหญ่ที่มีภาวะรุนแรง
สำหรับเด็กขาโก่งในวัยทารกจนถึงประมาณ 2-3 ปี ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะแนวขาจะปรับตัวดีขึ้นเองตามธรรมชาติ แพทย์มักแนะนำให้เฝ้าสังเกตอาการอย่างต่อเนื่องก่อนพิจารณาวิธีแก้ขาโก่งอื่น ๆ ดังนี้
ในผู้ใหญ่และขาโก่งในผู้สูงอายุ ขาโก่งวิธีทําให้ตรงมักต้องอาศัยการรักษาทางการแพทย์ร่วมด้วย เนื่องจากโครงสร้างกระดูกเจริญเติบโตเต็มที่แล้วและไม่สามารถปรับตัวเองได้ ทางเลือกวิธีแก้ขาโก่งที่พบบ่อยมีดังนี้
สำหรับผู้ที่มีภาวะขาโก่งรุนแรง การผ่าตัดถือเป็นแนวทางที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดที่สุด โดยมีวิธีหลักดังนี้
ทั้งนี้ การเลือกวิธีแก้ขาโก่งไม่ควรตัดสินจากลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะความผิดปกติของกระดูกและข้อเข่าในแต่ละรายมีสาเหตุแตกต่างกัน การเข้ารับการประเมินจึงช่วยให้เลือกแนวทางรักษาได้เหมาะสมมากขึ้น นอกจากนี้ หากขาโก่งมีสาเหตุร่วมกับข้อเข่าเสื่อมและแพทย์พิจารณาว่าจำเป็นต้องรักษาด้วยการเปลี่ยนข้อ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผ่าข้อเข่าเทียม เพื่อทำความเข้าใจกับแนวทางการรักษาได้
ขาโก่งบางสาเหตุป้องกันได้ยาก เช่น พันธุกรรมหรือความผิดปกติแต่กำเนิดอย่างโรคบลอนท์ แต่บางกรณีสามารถลดความเสี่ยงหรือชะลอความรุนแรงได้ โดยสำหรับเด็กควรได้รับการติดตามแนวขาและพบแพทย์เฉพาะทางหากพบความผิดปกติ รวมถึงได้รับ Vitamin D และ Calcium อย่างเพียงพอ
สำหรับผู้ใหญ่วิธีแก้ขาโก่งด้วยตัวเองเบื้องต้นควรควบคุมน้ำหนัก เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาและรอบข้อเข่า หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือกิจกรรมที่มีแรงกระแทกซ้ำ ๆ และใช้อุปกรณ์พยุงตามความเหมาะสม หากขาโก่งรุนแรงมีอาการปวด หรือมีข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อประเมินแนวทางรักษา
ขาโก่งเป็นภาวะที่พบได้ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ลักษณะที่เป็นไปตามธรรมชาติในเด็กเล็กไปจนถึงภาวะที่เกิดจากข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อการเดิน บุคลิกภาพ และสุขภาพข้อเข่าในระยะยาว การสังเกตอาการขาโก่งตั้งแต่เนิ่น ๆ และเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้วางแผนดูแลรักษาขาโก่งได้ทันที
หากกำลังมองหาสถานที่ปรึกษาปัญหาขาโก่งที่ไว้ใจได้ Samitivej Chinatown พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ ด้วยเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน ตั้งแต่การเอกซเรย์ประเมินแนวขา ไปจนถึงการวางแผนผ่าตัดขาโก่งสำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง ทีมแพทย์จะประเมินสาเหตุและออกแบบแนวทางขาโก่งวิธีรักษาที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ต้องเฝ้าติดตามพัฒนาการ หรือผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกครั้ง
สามารถติดต่อหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
ขาโก่งที่เกิดจากภาวะขาดสารอาหารมักสัมพันธ์กับการขาดวิตามินดีและแคลเซียมอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลให้มวลกระดูกไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัว จนนำไปสู่โรคกระดูกอ่อน (Rickets) ในเด็กได้
ทำได้ยากกว่าในเด็ก เนื่องจากกระดูกเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ส่วนใหญ่จำเป็นต้องอาศัยการผ่าตัดปรับแนวกระดูกจึงจะเห็นผลชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะขาโก่งแบบ O, X หรือแม้แต่ขาโก่งไปด้านหลังก็ควรได้รับการประเมินจากแพทย์เฉพาะทางก่อนตัดสินใจรักษา
References
Boston Children’s Hospital. (n.d.). What is bowlegs https://www.childrenshospital.org/conditions-treatments/bowlegs
Phillip A. Bostian. (21 April, 2025). Bow Legged: Causes and Treatments Explained. https://emergeortho.com/news/bow-legged-causes-and-treatments-explained/