บทความสุขภาพ

ตาเหลือง เกิดจากอะไร อาการแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์

บทความโดย: seoteam seoteam วันที่อัพเดท: 14 พฤษภาคม 2569

ตาเหลือง

ตาเหลืองเป็นภาวะที่บ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพร่างกายที่เกิดจากความผิดปกติหรือโรคบางชนิด ซึ่งอาจเป็นภัยเงียบที่อันตรายกว่าที่คิด เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของดวงตา จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจและรักษาอย่างถูกต้อง บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะตาเหลือง ทั้งสาเหตุและการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องกับอาการตาเหลือง


KEY TAKEAWAY

  • ตาเหลืองเกิดจากบิลิรูบินในเลือดสูง มักเป็นสัญญาณของปัญหาตับ ท่อน้ำดี หรือเม็ดเลือด
  • สาเหตุตาเหลืองมีหลากหลาย ตั้งแต่ตับอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี โรคเม็ดเลือด ไปจนถึงปัญหาเฉพาะดวงตา
  • ควรพบแพทย์ทันทีหากตาเหลืองพร้อมกับมีไข้ ปวดท้อง ผิวเหลือง หรืออาการตาเหลืองอันตรายอื่น ๆ

สารบัญบทความ


ตาเหลือง คืออะไร?

ตาเหลือง คืออะไร

ตาเหลือง (Yellow Eyes) คือ ภาวะที่ตาขาว (Sclera) เปลี่ยนสีเป็นเหลือง เกิดจากการสะสมของบิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคตับ ท่อน้ำดี หรือความผิดปกติของเม็ดเลือด หากคุณสังเกตว่าตาขาวของตัวเองหรือคนใกล้ชิดเริ่มมีสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองเข้ม ควรปรึกษาแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่

โดยปกติแล้วบิลิรูบินในเลือดปกติอยู่ที่ 0.2–1 mg/dL หากระดับสูงเกิน 2 mg/dL จะเริ่มมองเห็นสีเหลืองในตาขาวได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งจริง ๆ แล้ว ตาเหลืองไม่ใช่โรคโดยตรง แต่เป็นอาการแสดงที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังประสบปัญหาบางอย่างที่ต้องตรวจหาสาเหตุ


สาเหตุของตาเหลือง เกิดจากอะไร?

โรคตาเหลืองหรืออาการตาเหลืองนั้นมีสาเหตุหลายประการ แบ่งตามต้นเหตุของอาการดังต่อไปนี้

ปัญหาจากตับ (Liver Causes)

ตับมีหน้าที่สำคัญในการกรองบิลิรูบินออกจากกระแสเลือด เมื่อตับเกิดความผิดปกติ บิลิรูบินจะสะสมในเลือดและทำให้ตาขาวเหลือง สาเหตุของปัญหาตับที่พบได้บ่อย ได้แก่

  1. ตับอักเสบ (Hepatitis) : ไม่ว่าจะเป็นไวรัสตับอักเสบ A, B หรือ C ล้วนทำให้เซลล์ตับอักเสบและทำงานผิดปกติ บิลิรูบินจึงสะสมในเลือดสูงขึ้น
  2. ตับแข็ง (Liver Cirrhosis) : ภาวะที่เซลล์ตับถูกทำลายจนกลายเป็นพังผืด ทำให้ตับสูญเสียความสามารถในการกรองบิลิรูบิน
  3. ไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) : พบมากในกลุ่มคนที่น้ำหนักเกิน ดื่มแอลกอฮอล์มาก หรือเป็นโรคเบาหวาน
  4. มะเร็งตับ (Liver Cancer) : ก้อนมะเร็งอาจกดทับท่อน้ำดีหรือทำให้เนื้อตับทำงานบกพร่อง

ปัญหาท่อน้ำดีและตับอ่อน (Bile Duct & Pancreas)

เมื่อท่อน้ำดีถูกอุดกั้น บิลิรูบินที่ตับผลิตจะไม่สามารถไหลออกไปได้ตามปกติ และย้อนกลับเข้าสู่กระแสเลือด โดยมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของท่อน้ำดีและตับอ่อนดังต่อไปนี้

  1. นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) : นิ่วอาจเคลื่อนไปอุดท่อน้ำดี ทำให้เกิดอาการปวดและตาเหลืองเฉียบพลัน
  2. การอุดตันของท่อน้ำดี (Bile Duct Obstruction) : อาจเกิดจากเนื้องอก ซีสต์ หรือการอักเสบ
  3. มะเร็งตับอ่อน (Pancreatic Cancer) : ก้อนมะเร็งที่ตับอ่อนอาจกดทับท่อน้ำดี ทำให้บิลิรูบินในเลือดสูง

ความผิดปกติของเม็ดเลือด (Blood Disorders)

กรณีนี้เกิดจากภาวะที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ ทำให้บิลิรูบินถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดในปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดความผิดปกติรวมถึงอาการตาเหลืองด้วย

  1. ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic Anemia) : เม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการสะสมของบิลิรูบินในร่างกาย ทำให้เกิดอาการตัวเหลืองตาเหลืองได้
  2. โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia) : ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายและมีอายุสั้น ทำให้ร่างกายเกิดการสะสมของบิลิรูบินมากกว่าปกติ 
  3. ภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD (G6PD Deficiency) : พบบ่อยในคนเอเชีย ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้น

สาเหตุจากดวงตาโดยตรง (Eye-Specific Causes)

สาเหตุของอาการตาเหลืองบางครั้งก็ไม่ได้เกี่ยวกับระดับบิลิรูบิน แต่มาจากปัญหาของดวงตาโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นตาขาวสกปรกหรือโรคทางตาต่าง ๆ โดยสาเหตุของภาวะตาเหลืองจากดวงตาโดยตรงมีดังนี้

  • เนื้อเยื่อตาหนาขึ้น (Pinguecula) : เนื้อเยื่อเหลืองสะสมบนตาขาว พบได้บ่อยในกลุ่มคนที่โดนแดดมาก
  • ตาเนื้อ (Pterygium) : เนื้อเยื่อเจริญงอกขึ้นบนตาขาวและกระจกตา มักมีสีเหลืองหรือแดง
  • ตาเหลืองในทารกแรกเกิด (Neonatal Jaundice) : พบได้บ่อยมากในทารกแรกเกิด ส่วนใหญ่หายได้เองใน 2 สัปดาห์

หากมีปัญหาเกี่ยวกับเลนส์ตาหรือมองหาวิธีดูแลเลนส์ตาอยู่ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : ทำความรู้จัก “เลนส์ตา” องค์ประกอบสำคัญของดวงตา

ปัจจัยจากพฤติกรรมและยา (Lifestyle & Medication)

นอกจากอาการของโรคและความผิดปกติของดวงตา ปัจจัยด้านพฤติกรรมและการใช้ยาก็ส่งผลทำให้เกิดภาวะตาเหลืองได้เช่นกัน ลองสังเกตอาการและพฤติกรรมของตัวเองว่าสอดคล้องกับปัจจัยต่าง ๆ หรือไม่

  1. การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป : ทำลายเซลล์ตับในระยะยาวและเพิ่มระดับบิลิรูบิน
  2. การขาดวิตามิน A : ทำให้สุขภาพดวงตาเสื่อมถอยและตาไม่ใส
  3. ผลข้างเคียงของยา : ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ยาต้านมาลาเรีย และยารักษาวัณโรค อาจทำให้ตับอักเสบและเกิดตาเหลืองได้
  4. การสูบบุหรี่ : ลดการไหลเวียนของเลือดไปยังดวงตาและตับ

อาการตาเหลือง สังเกตสัญญาณอันตรายอย่างไร?

อาการตาเหลืองสามารถแสดงออกมาในหลายระดับ ตั้งแต่เพียงตาขาวเหลืองเล็กน้อย ไปจนถึงดีซ่านที่ส่งผลต่อผิวหนังและเยื่อบุทั่วร่างกาย ความแตกต่างระหว่างตาขาวเหลืองและดีซ่าน คือ ตาขาวเหลือง (Yellow Sclera) มีสีเหลืองที่นัยน์ตาขาวเท่านั้น อาจเกิดจากสาเหตุเฉพาะที่ดวงตา ส่วนดีซ่าน (Jaundice) นั้น สีเหลืองปรากฏที่ตาขาว ผิวหนัง และเยื่อบุทั่วร่างกาย บ่งบอกถึงบิลิรูบินในเลือดสูงมา หากมีสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง

  1. ตาขาวเหลืองและมีไข้สูงพร้อมกัน : อาจเป็นสัญญาณของตับอักเสบเฉียบพลัน
  2. ปวดท้องด้านขวาบนอย่างรุนแรงร่วมกับตาเหลือง : อาจเป็นนิ่วในถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดีอุดตัน
  3. ผิวหนังและตาเหลืองพร้อมกัน (ดีซ่านทั้งตัว) : บิลิรูบินสูงมากผิดปกติ
  4. ปัสสาวะสีน้ำตาลเข้มหรือสีน้ำชา : บ่งบอกว่าไตกำลังขับบิลิรูบินส่วนเกิน
  5. อุจจาระสีซีดหรือสีเทา : น้ำดีไม่ถึงลำไส้ เป็นสัญญาณท่อน้ำดีอุดตัน
  6. อ่อนเพลียมาก คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับตาเหลือง
  7. ตาเหลืองในทารกแรกเกิดที่ไม่หายใน 2–3 สัปดาห์

ตาขาวเหลืองที่ปรากฏขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติ ยิ่งหากมีอาการร่วมอื่น ๆ ด้วย ยิ่งต้องรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะการตรวจพบสาเหตุเร็วคือโอกาสที่ดีที่สุดในการรักษาตาเหลืองให้หาย


การวินิจฉัยและการรักษาตาเหลือง

รักษาอาการตาเหลือง

การวินิจฉัยและการรักษาอาการตาเหลืองควรดำเนินการโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อการดำเนินการวินิจฉัยอย่างเป็นระบบ ซึ่งทางแพทย์ที่สมิติเวช ไชน่าทาวน์พร้อมตรวจหาสาเหตุและวางแผนการรักษาให้กับคุณได้อย่างตรงจุด โดยมีกระบวนการวินิจฉัยที่ครบวงจรดังนี้

  1. การตรวจเลือด : ตรวจระดับบิลิรูบินทั้งชนิดที่ละลายน้ำได้ (direct) และชนิดอิสระ (indirect) รวมถึงการทำงานของตับ (Liver Function Test) เพื่อประเมินสุขภาพตับเบื้องต้น
  2. การตรวจอัลตราซาวด์ : ดูขนาดและโครงสร้างของตับ ถุงน้ำดี และตับอ่อน ช่วยระบุตำแหน่งนิ่วหรือเนื้องอกได้อย่างแม่นยำ
  3. CT Scan หรือ MRI : ใช้เมื่อต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเฉพาะกรณีสงสัยเนื้องอกหรือมะเร็ง
  4. การตรวจดวงตาโดยจักษุแพทย์ : หากสงสัยว่าตาขาวเหลืองเกิดจากปัญหาดวงตาโดยตรง เช่น pinguecula หรือ pterygium

ส่วนแนวทางการรักษาตาเหลืองจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของภาวะตาเหลืองที่พบดังนี้

  • ตับอักเสบ : ยาต้านไวรัสสำหรับตับอักเสบ B และ C การพักผ่อน และโภชนาการที่เหมาะสม
  • นิ่วในถุงน้ำดี : การผ่าตัดส่องกล้องเพื่อนำนิ่วออก ฟื้นตัวเร็วด้วยเทคโนโลยีทันสมัย
  • ความผิดปกติของเม็ดเลือด : การรักษาตามชนิดของโรค เช่น การถ่ายเลือด หรือยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • Pinguecula หรือ Pterygium : อาจไม่ต้องรักษาหากไม่มีผลต่อการมองเห็น แต่ถ้าลุกลาม อาจต้องผ่าตัดเอาออก

ที่สถาบันตับและทางเดินอาหาร และสถาบันจักษุวิทยา ของสมิติเวช ไชน่าทาวน์ เรามีทีมแพทย์เชี่ยวชาญพิเศษและเทคโนโลยีทันสมัยพร้อมดูแลคุณอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัยไปจนถึงการฟื้นตัวเร็ว


วิธีการดูแลตนเองและป้องกันตาเหลือง

การดูแลตนเองจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะตาเหลืองได้ โดยทางเราจะขอแนะนำวิธีดูแลสุขภาพตาและตับ เพื่อป้องกันโรคตาเหลืองให้กับทุกคน ถึงอย่างนั้นหากมีอาการรุนแรงหรือภาวะตาเหลืองไม่ดีขึ้นเลยก็ควรมาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง

  1. งดการดื่มแอลกอฮอล์ : แอลกอฮอล์เป็นสาเหตุหลักของตับอักเสบและตับแข็ง ซึ่งนำไปสู่ตาเหลืองในระยะยาว
  2. รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ : เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะไขมันพอกตับพบมากในผู้ที่น้ำหนักเกิน ส่งผลต่อการทำงานของตับโดยตรง
  3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เน้นผัก ผลไม้ โปรตีนคุณภาพดี หลีกเลี่ยงอาหารมันและน้ำตาลสูง เพื่อลดภาระที่ส่งผลต่อการทำงานของตับ
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ : ช่วยให้กระบวนการทำงานของตับดีขึ้น ลดการสะสมของไขมัน และเสริมการไหลเวียนของเลือด
  5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ : ลดความเสี่ยงต่อโรคตาและโรคตับ เพราะสารพิษในบุหรี่สะสมในตับ
  6. ระมัดระวังการใช้ยา : ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาใด ๆ เป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อตับ
  7. ตรวจสุขภาพประจำปี : การตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ช่วยตรวจพบปัญหาตับ ก่อนเกิดภาวะตาเหลืองและปัญหาสุขภาพตามมา

การตรวจสุขภาพประจำปีมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีประวัติตับอักเสบในครอบครัว ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน สามารถเลือก Health Package ที่เหมาะกับคุณได้ที่สมิติเวช ไชน่าทาวน์


ภาวะตาเหลือง อย่านิ่งนอนใจ รีบเข้าพบแพทย์ที่สมิติเวช ไชน่าทาวน์

ตาเหลืองเป็นอาการที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเพียงตาขาวเหลืองเล็กน้อยหรือดีซ่านทั้งตัว ล้วนต้องการการตรวจวินิจฉัยจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง หากคุณสังเกตว่าตาขาวของคุณเริ่มเหลือง อย่านิ่งนอนใจ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราได้เลยที่สมิติเวช ไชน่าทาวน์ ทีมแพทย์จากสถาบันจักษุวิทยาและศูนย์ตับและระบบทางเดินอาหารพร้อมให้การดูแลคุณด้วยมาตรฐานระดับสูงและความใส่ใจที่คุณไว้วางใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากภาวะตาเหลือง สมิติเวช ไชน่าทาวน์ ยังพร้อมดูแลปัญหาเรื่องดวงตาของคุณ เช่น กระจกตาเสื่อม ต้อกระจก หรือหากมีอาการตาบวมและตาแดง ก็สามารถปรึกษาได้ที่ 

ช่องทางติดต่อ


คำถามที่พบบ่อย

ตาเหลืองอันตรายไหม?

ความอันตรายของภาวะตาเหลืองขึ้นอยู่กับสาเหตุ บางกรณีไม่เป็นอันตราย เช่น Pinguecula ที่เป็นเนื้อเยื่อสะสมบนตาขาว แต่หากตาเหลืองเกิดจากบิลิรูบินสูงหรือดีซ่าน อาจบ่งบอกถึงโรคตาเหลืองอันตรายที่ต้องรักษาทันที

ตาเหลืองต้องพบแพทย์เมื่อไหร่?

ควรพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการตาเหลืองร่วมกับไข้ขึ้นสูง ปวดท้องด้านขวาบนรุนแรง ผิวหนังเหลือง ปัสสาวะสีเข้มหรืออุจจาระสีซีด หรืออาการเกิดขึ้นเฉียบพลันโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน สัญญาณเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงโรคร้ายแรงที่ต้องรักษาเร่งด่วน

ตาขาวเหลืองกับดีซ่านต่างกันอย่างไร?

ตาขาวเหลือง หมายถึงการที่ตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุเฉพาะที่ดวงตาหรือบิลิรูบินสูง ส่วนดีซ่าน (Jaundice) คือภาวะที่บิลิรูบินในเลือดสูงมากจนปรากฏสีเหลืองทั้งที่ตา ผิวหนัง และเยื่อบุในช่องปาก บ่งบอกถึงความผิดปกติของระบบตับหรือท่อน้ำดีอย่างชัดเจน

เด็กทารกตาเหลืองอันตรายไหม?

ตาเหลืองในทารกแรกเกิด (Neonatal Jaundice) พบบ่อยมาก โดยประมาณ 60% ของทารกแรกเกิดครบกำหนดจะมีอาการนี้ใน 2–3 วันแรก ส่วนใหญ่หายได้เองภายใน 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากตาเหลืองรุนแรงหรือไม่หายภายใน 3 สัปดาห์ ควรนำทารกพบกุมารแพทย์ทันที

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ