ภาวะตาแห้ง แสบตา เคืองตา รู้ทันสาเหตุ อาการ วิธีรักษา
บทความโดย: วันที่อัพเดท: 9 มีนาคม 2569

อาการตาแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ไม่ใช่เฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น วัยทำงาน หรือวัยรุ่น ก็สามารถพบอาการตาแห้งได้ การจ้องหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือเกิดจากสภาพอากาศภายในห้องแอร์ที่ความชื้นต่ำ ก็สามารถทำให้เกิดอาการเคืองตา แสบตา แพ้แสงได้เช่นกัน บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ สาเหตุของโรคตาแห้ง พร้อมวิธีการรักษาและป้องกันโดยจักษุแพทย์
KEY TAKEAWAY
- ตาแห้งเป็นภาวะที่ทำให้รู้สึกแสบตา ระคายเคืองตา รู้สึกเหมือนมีเศษฝุ่นละอองอยู่ในตาจนรู้สึกรำคาญ อาการแบบนี้ร้ายแรงถึงขั้นเสี่ยงตาบอดได้
- สาเหตุของอาการตาแห้งมักมาจากการที่ร่างกายผลิตน้ำตาไม่เพียงพอหรือระเหยไปเร็วเกินทำให้ดวงตาขาดความชุ่มชื้น
- ร่างกายผลิตน้ำตาไม่เพียงพอมีที่มาจากหลายปัจจัย เช่น อายุที่มากขึ้น ยาและโรคบางชนิด รวมถึงพฤติกรรมการใช้สายตาเป็นเวลานาน
- ตาแห้งสามารถบรรเทาอาการด้วยการหยอดตา ประคบอุ่น หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่หากอาการรุนแรงหรือเคืองตาไม่หายควรพบแพทย์
- Keratograph 5M เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยวิเคราะห์ภาวะตาแห้ง ด้วยการตรวจสอบปริมาณน้ำตา ต่อมไขมัน และอาการระคายเคืองของดวงตา
สารบัญบทความ

ภาวะตาแห้ง (Dry eyes) คือ อาการแสบตา ตาแห้ง เคืองตา คันตา รู้สึกเหมือนมีเศษฝุ่นอยู่ในตาตลอดเวลา ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการน้ำตาไหลน้ำ และอาการตาแดงร่วมด้วย ส่วนใหญ่อาการของโรคมักจะไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นตาบอดถาวร แต่สามารถทำให้เป็นแผลที่กระจกตา ผิวกระจกตาอักเสบ กระจกตาไม่เรียบเนียน และทำให้ผู้ป่วยเกิดความรำคาญได้
อาการตาแห้งสามารถเกิดได้หลายสถานการณ์ เช่น บนเครื่องบินหรือห้องแอร์ที่มีสภาพอากาศแห้งมาก ๆ ระหว่างขับขี่รถจักรยานยนต์ หรือใช้สายตาเป็นเวลานานจากการจ้องจอโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ในขณะทำงาน
ภาวะตาแห้งส่วนมากเกิดจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับชั้นน้ำตา เช่น น้ำตาผลิตออกมาไม่พอเพียงพอ หรือน้ำตาระเหยเร็วเกินไป จนทำให้เกิดอาการระคายเคือง รู้สึกไม่สบายตา โดยสาเหตุของความผิดปกติของชั้นน้ำตามีดังนี้
- การเข้าสู่ช่วงวัยสูงอายุ : เป็นช่วงวัยที่ร่างกายเกิดการเสื่อมสภาพทำให้ชั้นน้ำตาเกิดความผิดปกติและมีการผลิตน้ำตาออกมาไม่พอเพียงพอ
- โรคบางโรค : เช่น ภูมิแพ้ขึ้นตา โรคโซเกร็น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคอื่น ๆ ส่งผลให้กระบวนการผลิตน้ำตาของร่างกายทำงานได้น้อยลง
- จอประสาทตาเสื่อม : สาเหตุของจอประสาทตาเสื่อม มักมาจากการได้รับความเสียหายของเส้นประสาทตา หรือการใส่คอนแทคเลนส์ ซึ่งส่งผลให้กระบวนการสร้างน้ำตาผิดปกติ
- การใช้ยาบางชนิด : เช่น ยาแก้แพ้ ยาสำหรับโรคความดันโลหิตสูง ยาคุมกำเนิด ก็ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตน้ำตาของร่างกาย
- ความผิดปกติของเปลือกตา : อาจมีสาเหตุมาจากการอักเสบที่ต่อมไมโบเมียนทำงานผิดปกติ ทำให้น้ำตาระเหยเร็วกว่าปกติ
- กะพริบตาน้อย : ส่วนมากเกิดจากโรคอย่างพาร์กินสัน แต่อีกส่วนก็มาจากพฤติกรรมที่ใช้สายตาเป็นเวลานาน ๆ เช่น การอ่านหนังสือ ขับรถ
- ลม ควัน และบริเวณที่มีอากาศแห้ง : นับว่าเป็นมลภาวะที่ส่งผลต่อดวงตา ทำให้เกิดการระคายเคือง น้ำตาระเหยเร็วกว่าผิดปกติ

โดยปกติแล้วเมื่อเกิดภาวะตาแห้ง มักมีอาการพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง ซึ่งมีอาการดังต่อไปนี้
- อาการแสบตา เคืองตา คัน หรือ รู้สึกเหมือนมีเศษฝุ่นอยู่ข้างในตา
- มีเมือกเหนียว ๆ บริเวณรอบดวงตา
- ตาแดง
- น้ำตาไหล
- ตาพร่ามัว
- แพ้แสง แพ้ลม ไม่สามารถจ้องคอมพิวเตอร์หรืออ่านหนังสือเป็นเวลานาน ๆ ได้
- อาจรู้สึกปวดหัว หรือปวดตาร่วมด้วย
หากมีอาการเหล่านี้คุณมีโอกาสที่จะเป็นโรคตาแห้ง ควรพบไปจักษุแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และรักษาโดยเร็วเพื่อความปลอดภัยของดวงตา
สำหรับหลายคนที่สงสัยว่าหากมีภาวะตาแห้งควรจะรักษายังไงดี? โดยปกติแล้วอาการตาแห้งสามารถบรรเทาอาการด้วยการดูแลตัวเองได้ แต่หากกรณีที่มีอาการรุนแรงก็ควรเลือกปรึกษาแพทย์ เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
- หยอดน้ำตาเทียม : การหยอดน้ำตาเทียมเป็นวิธีบรรเทาอาการเบื้องต้นด้วยการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา โดยน้ำตาเทียมก็จะมีทั้งแบบขวด แบบหลอด หรือแบบเจล แต่ละแบบก็จะเหมาะกับอาการหรือพฤติกรรมของแต่ละคนที่ต่างกัน จึงควรปรึกษาแพทย์และเภสัชก่อนเลือกมาใช้หยอดดวงตา
- ประคบอุ่นบริเวณดวงตา : วิธีนี้จะช่วยให้ไขมันที่อุดตันละลายตัว โดยการนำเอาเจลหรือผ้าชุบน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิประมาณ 40°C มาประคบที่เปลือกขาเป็นเวลา 10-15 นาที
- ทำความสะอาดเปลือกตา : เพียงนำสำลีชุบน้ำสะอาดผสมแชมพูสำหรับเด็กอ่อน หรือน้ำยาทำความสะอาดเปลือกตา มาเช็ดบริเวณเปลือกตาและโคนขนตา
- ปรับพฤติกรรมประจำวัน : เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมทีละนิด อาจจะเพิ่มช่วงพักสายตาทุก 20 นาที กะพริบตาให้บ่อยขึ้น หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์ และสวมแว่นตาทุกครั้งที่ต้องทำกิจกรรมที่โดนลมแรง ๆ
- ยารักษาอาการตาแห้ง : เช่น Cyclosporine สามารถช่วยลดการอักเสบของกระจกตาและปริมาณน้ำตา นอกจากนี้ยังมียา Cholinergics ที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการผลิตน้ำตา ทำให้ดวงตาชุ่มชื้นมากขึ้น แต่ยาทุกชนิดที่รับประทานควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
- น้ำตาซีรั่ม : เป็นวิธีรักษาโดยการนำเลือดผู้ป่วยมาทำยาหยอดตาที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติ โดยทางจักษุแพทย์จะพิจารณาเลือกความเข้มข้นและจัดเตรียมซีรั่มที่เหมาะสมให้ ส่วนมากจะเป็น Autologyous Serum Eye Drops ความเข้มข้น 20%
- อุดรูระบายน้ำตา : เป็นวิธีที่ลดการระบายน้ำตาออกไปทำให้ดวงตาชุ่มชื้นมากขึ้น โดยมีทั้งวิธีการอุดรูระบายน้ำตาชั่วคราวด้วยคอลลาเจนที่สลายได้เอง หรืออุดรูระบายน้ำตาถาวร โดยทางแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษาให้กับผู้ป่วยแต่ละเคส
- คอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษ : Scleral Lens เป็นคอนแทคเลนส์ที่ออกแบบมาสำหรับคนตาแห้ง โดยตัวเลนส์จะทำหน้าที่เก็บน้ำตาเอาไว้ตลอดเวลา ทำให้อาการระคายเคืองตาลดลง
หากคุณมีอาการตาแห้ง คันตา หรือเคืองตา ลองสังเกตพฤติกรรมของตนเอง ว่ามีปัจจัยบ้างที่ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองดวงตา แล้วลองปรับพฤติกรรมตามวิธีดังต่อไปนี้ เพื่อป้องกันดวงตาของคุณ
- หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้อากาศหรือลมเข้าตา เช่น งดการเปิดพัดลมจ่อหน้า หรือการขับขี่รถจักรยานยนต์
- สวมแว่นตา แนะนำให้สวมแว่นตาเวลาออกไปข้างนอก เพื่อป้องกันลมและสิ่งสกปรกเข้ามาในดวงตา
- พักสายตาและกะพริบตาบ่อยขึ้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง แนะนำให้หยุดพักสายตาทุก 20 นาที และกะพริบตาให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันภาวะตาแห้ง
- ควรทำงานในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ
- ตำแหน่งของคอมพิวเตอร์แสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์เป็นอันตรายต่อดวงตา จึงควรวางคอมพิวเตอร์ให้ต่ำกว่าระดับสายตา เพราะหากวางคอมพิวเตอร์ไว้สูงกว่าระดับสายตา เวลามองจะต้องลืมตากว้างขึ้น ส่งผลเสียต่อดวงตา
- หยอดน้ำตาเทียม เพื่อทดแทนความชุ่มชื้นที่ไม่เพียงพอให้กับดวงตา
- หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน หรือใส่คอนแทคเลนส์ Scleral Lens ที่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้หล่อเลี้ยงดวงตา
- สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี แนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพตาที่ดี
- กินอาหารให้ครบทุกหมู่ และเสริมด้วยอาหารที่มีโอเมก้า 3 (Omega 3 Fatty Acid) ที่พบมากในปลาที่มีกรดไขมันดี เช่น ปลาแซลมอนหรือปลาซาร์ดีน และ วิตามิน เอ
- หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นการควันบุหรี่จากการสูบด้วยตนเองหรือควันบุหรี่จากผู้อื่นก็ตาม เนื่องจากควันบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะตาแห้ง

ตาแห้งมักมีอาการที่ไม่รุนแรงมากจนถึงขั้นตาบอด แต่ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราไม่น้อย เช่น ทำให้รู้สึกรำคาญ หากปล่อยไว้นานเข้าก็อาจเป็นแผลที่กระจกตาได้ จึงจำเป็นต้องรักษาอาการตาแห้ง ซึ่งสามารถบรรเทาอาการด้วยตัวเองหรือเลือกวิธีการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์
สำหรับคนที่มีปัญหาตาแห้งระคายเคืองตา Samitivej Chinatown ขอแนะนำเครื่องตรวจวิเคราะห์ตาแห้ง Keratograph 5M ที่ช่วยตรวจน้ำตาด้วยเทคโนโลยี Placido Ring และ Infrared Imaging พร้อมระบบสแกนที่ช่วยตรวจสอบความคงตัวของน้ำตาในแต่ละบริเวณ (Tear-Film-Scan) ประเมินต่อมไขมันเปลือกตา (Meibo Scan) และ R-Scan ช่วยตรวจสอบความแดงที่เกิดการระคายเคืองดวงตา สุดท้ายเป็นซอฟต์แวร์อัจฉริยะ JENVIS Pro Dry Eye Report ช่วยสรุปความรุนแรงของอาการตาแห้งและแนะนำวิธีการรักษาอย่างเหมาะสม
ข้อดีของเครื่องตรวจวิเคราะห์ตาแห้ง Keratograph 5M
- มีความแม่นยำสูง สามารถตรวจน้ำตาได้ถึง 22,000 จุด
- ประสิทธิภาพในการตรวจที่ดี สะดวกต่อการใช้งาน
- ผลลัพธ์รวดเร็ว ใช้เวลาในการตรวจไม่นานพร้อมแสดงข้อมูลการวิเคราะห์เป็นกราฟและภาพวิดีโอ
- รองรับการบันทึกข้อมูล สามารถแชร์ข้อมูลผลการรักษาผ่านระบบเครือข่ายของโรงพยาบาล
หากสนใจรักษาโรคตาแห้งสามารถติดต่อไปตามช่องทางต่อไปนี้
รู้ได้อย่างไรว่าเสี่ยงเป็นภาวะตาแห้ง?
หากเริ่มมีอาการระคายเคืองตา แสบตา น้ำตาไหลไม่หยุด ตามัวเป็นพัก ๆ หรือตาไม่สู้แสง อาการเหล่านี้บ่งบอกว่าเริ่มมีความเสี่ยงเป็นภาวะตาแห้ง แนะนำให้พบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการอย่างถูกต้อง
ตาแห้งขาดวิตามินอะไร?
ตาแห้งเกิดจากการขาดวิตามินเอ (Vitamin A) ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเมือกเคลือบดวงตา บำรุงเซลล์เยื่อบุตา และกระตุ้นกระบวนการผลิตน้ำตาของร่างกาย จึงควรทานอาหารที่มีวิตามิน A
References
Jones, L., Downie, L. E., Korb, D., Benitez-Del-Castillo, J. M., Dana, R., Deng, S. X., Dong, P. N.,Geerling, G., Hida, R. Y., Liu, Y., Seo, K. Y., Tauber, J., Wakamatsu, T. H., Xu, J., Wolffsohn,J. S., & Craig, J. P. (2017). TFOS DEWS II Management and Therapy Report. The ocular surface, 15(3), 575–628. https://doi.org/10.1016/j.jtos.2017.05.006
Koh S. (2024). Galápagosization: Diquafosol for Dry Eyes. Eye & contact lens, 50(2), 57–58. https://doi.org/10.1097/ICL.0000000000001071