บทความสุขภาพ

ภาวะตาแห้ง แสบตา เคืองตา รู้ทันสาเหตุ อาการ วิธีรักษา

บทความโดย: วันที่อัพเดท: 2 มีนาคม 2568

อาการตาแห้ง

อาการตาแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ไม่ใช่เฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น วัยทำงาน หรือวัยรุ่น ก็สามารถพบอาการตาแห้งได้ การจ้องหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือเกิดจากสภาพอากาศภายในห้องแอร์ที่ความชื้นต่ำ ก็สามารถทำให้เกิดอาการเคืองตา แสบตา แพ้แสงได้เช่นกัน บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ สาเหตุของโรคตาแห้ง พร้อมวิธีการรักษาและป้องกันโดยจักษุแพทย์


สารบัญบทความ


รู้จักกับภาวะตาแห้ง

ตาแห้งคืออะไร?

ภาวะตาแห้ง (Dry eyes) คือ อาการแสบตา ตาแห้ง เคืองตา คันตา รู้สึกเหมือนมีเศษฝุ่นอยู่ในตาตลอดเวลา ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการน้ำตาไหลน้ำ และอาการตาแดงร่วมด้วย ส่วนใหญ่อาการของโรคมักจะไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นตาบอดถาวร แต่สามารถทำให้เป็นแผลที่กระจกตา ผิวกระจกตาอักเสบ กระจกตาไม่เรียบเนียน และทำให้ผู้ป่วยเกิดความรำคาญได้ 

อาการตาแห้งสามารถเกิดได้หลายสถานการณ์ เช่น บนเครื่องบินหรือห้องแอร์ที่มีสภาพอากาศแห้งมากๆ ระหว่างขับขี่รถจักรยานยนต์ หรือใช้สายตาเป็นเวลานานจากการจ้องจอโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ในขณะทำงาน


ตาแห้งเกิดจากสาเหตุใด

ภาวะตาแห้งเกิดจากการที่ฟิล์มน้ำตาที่เคลือบกระจกตาถูกรบกวน หรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับชั้นน้ำตา ทำให้เกิดอาการระคายเคือง ไม่สบายตา โดยชั้นน้ำตาที่อยู่บริเวณกระจกตาจะมีทั้งหมด 3 ชั้น ได้แก่

  • ชั้นไขมัน (Lipid Layer) 

ชั้นไขมันเป็นชั้นที่อยู่นอกสุดของชั้นน้ำตา โดยจะช่วยไม่ให้น้ำตาระเหยเร็วมากเกินไป ชั้นไขมันถูกสร้างจากต่อมไขมันที่มีชื่อเรียกว่า Meibomian Glans

  • ชั้นของเหลวที่เป็นน้ำ (Aqueous Layer)

ชั้นของเหลวที่เป็นน้ำ เป็นชั้นที่อยู่ระหว่างกลาง Lipid Layer และ Mucin Layer ทำหน้าที่ปกป้องดวงตา โดยการผลิตน้ำตาออกมาล้างสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในดวงตา ชั้นที่เป็นน้ำถูกสร้างจากต่อมน้ำตาที่มีชื่อว่า Lacrimal Glans

  • ชั้นเมือก (Mucin Layer)

ชั้นเมือกเป็นชั้นที่อยู่ด้านในสุดของชั้นน้ำตา ทำหน้าที่ให้กระจกตาคงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ชั้นเมือกสร้างมาจากเซลล์ที่มีชื่อว่า Goblet cell ที่อยู่ในเยื่อบุตาและในกระจกตา

โดยสาเหตุของอาการสามารถแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุหลัก ๆ คือ

1. กระบวนการสร้างน้ำตาที่น้อยกว่าปกติ

อาการตาแห้งสามารถเกิดขึ้นได้ หากกระบวนการผลิตน้ำตาออกมาไม่เพียงพอ ทางการแพทย์เรียกว่า Keratoconjunctivitis Sicca โดยสาเหตุที่ทำให้กระบวนการสร้างน้ำตาน้อยกว่าปกติ ได้แก่

  • การเข้าสู่ช่วงวัยสูงอายุ 
  • โรคบางโรคส่งผลให้กระบวนการผลิตน้ำตาลดลง เช่น โรคโซเกร็น, โรคภูมิแพ้ขึ้นตา, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์, โรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของภูมิคุ้มกันร่างกาย และการขาดมินตามินเอ 
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้, ยาหดหลอดเลือด, การใช้ฮอร์โมนทดแทน, ยาต้านเศร้า, ยาสำหรับโรคความดันโลหิตสูง และยาคุมกำเนิด
  • จอประสาทตาเสื่อม สาเหตุของจอประสาทตาเสื่อมมาจากเส้นประสาทตาได้รับความเสียหาย หรือการใส่ คอนแทคเลนส์ นอกจากนี้การผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์ยังทำให้เกิดอาการตาแห้งชั่วคราวด้วย

2. การระเหยของน้ำตาที่เร็วกว่าปกติ

อาการตาแห้ง เคืองตา อาจมาจากการระเหยของน้ำตาที่เร็วกว่าปกติ ซึ่งมีสาเหตุจากฟิล์มน้ำตา ในชั้นเกิดการอุดตัน อาการแบบนี้มักพบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบโรซาเซีย (Rosacea) หรือโรคทางผิวหนัง รวมทั้งยังสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้การระเหยของน้ำตาเร็วกว่าปกติ ได้แก่

  • เปลือกตาอักเสบ การอักเสบที่เกิดจากต่อมไมโบเมียนทำงานผิดปกติ
  • กะพริบตาน้อย มีสาเหตุมาจากบางโรค เช่น โรคพาร์กินสัน หรือจากกิจกรรมบางอย่าง เช่น การขับรถ อ่านหนังสือ
  • ความผิดปกติของเปลือกตา ภาวะเปลือกตาม้วนออก (Ectropion) หรือ ภาวะเปลือกตาม้วนเข้า (Entropion) ภาวะเหล่านี้สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณกระจกตาได้ 
  • ภูมิแพ้ตา 
  • สารกันเสียในยาหยอดตาหรือน้ำตาเทียม ส่งผลให้น้ำตาระเหยเร็ว และมีอาการระคายเคือง
  • ลม ควัน และบริเวณที่มีอากาศแห้ง

อาการของภาวะตาแห้ง

อาการของภาวะตาแห้ง

โดยปกติแล้วเมื่อเกิดภาวะตาแห้ง มักมีอาการพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง ซึ่งมีอาการดังต่อไปนี้ 

  • อาการแสบตา เคืองตา คัน หรือ รู้สึกเหมือนมีเศษฝุ่นอยู่ข้างในตา 
  • มีเมือกเหนียวๆ บริเวณรอบดวงตา
  • ตาแดง
  • น้ำตาไหล
  • ตาพร่ามัว
  • แพ้แสง แพ้ลม ไม่สามารถจ้องคอมพิวเตอร์หรืออ่านหนังสือเป็นเวลานานๆได้ 
  • อาจรู้สึกปวดหัว หรือปวดตาร่วมด้วย

หากมีอาการเหล่านี้คุณมีโอกาสที่จะเป็นโรคตาแห้ง ควรพบไปจักษุแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และรักษาโดยเร็วเพื่อความปลอดภัยของดวงตา


แนวทางการรักษาภาวะตาแห้ง

การรักษาบรรเทาอาการด้วยตัวเอง

หลายคนคงเกิดความสงสัยว่า หากมีภาวะตาแห้ง รักษายังไงดี ? สำหรับคนที่ต้องการบรรเทาอาการด้วยตัวเองสามารถทำตามวิธีต่าง ๆ ดังนี้

1. ใช้น้ำตาเทียม

เนื่องจากน้ำตาเทียม คือ ของเหลวที่มีส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา น้ำตาเทียมจะช่วยบรรเทาอาการตาแห้ง เคืองตา และแสบตาได้ ประเภทของน้ำตาเทียมมี 3 ประเภท ดังนี้

  • น้ำตาเทียมแบบขวด มีลักษณะเป็นของเหลว ใส ใช้งานง่าย ราคาถูก ส่วนใหญ่มักเป็นน้ำตาเทียมแบบรายเดือน มีอายุการใช้งานประมาณ 1 เดือน หลังจากการเปิดใช้งาน มีการใส่สารกันเสีย ทำให้อาจเกิดการระคายเคืองได้ ควรจัดเก็บอย่างถูกวิธีและรักษาความสะอาดเสมอ
  • น้ำตาเทียมแบบหลอด หรือ น้ำตาเทียมรายวัน จะมีราคาถูกกว่าน้ำตาเทียมแบบขวด ไม่มีสารกันเสียผสมอยู่และมีอายุการใช้งานเพียง 24 ชั่วโมง หลังเปิดใช้งาน น้ำตาเทียมประเภทนี้จึงเหมาะกับคนที่มีอาการระคายเคืองต้องหยอดตาบ่อย ๆ
  • น้ำตาเทียนแบบเจล หรือ น้ำตาเทียมแบบขี้ผึ้ง เป็นน้ำตาเทียมที่การใช้งานต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ไม่เหมาะใช้ร่วมกับคอนแทคเลนส์ มักใช้กับคนที่มีอาการระคายเคืองตามาก ๆ

2. นวดเปลือกตา (Eyelid Massaging)

การนวดเปลือกตาช่วยบรรเทาอาการตาแห้งเรื้อรัง โดยวิธีการนวดจะต้องกดและรีดตามแนวของต่อมไขมันบริเวณขอบเปลือกตา เวลานวดเปลือกตาบนจะต้องมองลงล่างและดึงเปลือกตาให้ตึง ก่อนจะนวดจากบนลงล่าง ส่วนจะนวดเปลือกตาล่างให้ทำตรงข้าม โดยการมองข้างบนและนวดจากด้านล่างแทน

3. ประคบอุ่นบริเวณเปลือกตา (Eyelid Warming)

วิธีนี้จะช่วยให้ไขมันที่อุดตันละลายตัวและขับไขมันออกมา โดยการใช้เจลประคบร้อน หรือผ้าชุบน้ำอุ่นความร้อนที่ 40 °C ประคบที่เปลือกตาทั้งสองข้าง 10-15 นาที หากผ้าเริ่มเย็นตัวก็นำไปชุบน้ำอุ่นใหม่

4. ทำความสะอาดเปลือกตา (Eyelid Cleansing)

วิธีนี้ทำตามได้ง่าย เพียงนำสำลีชุบน้ำสะอาดที่ผสมยาสระผมสำหรับเด็กอ่อน หรือน้ำยาสำหรับความสะอาดเปลือกตา เช็ดบริเวณเปลือกตาและโคนขนตาวันละ 1-2 ครั้ง

5. ปรับพฤติกรรมประจำวัน

เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง โดยการพักสายตาเป็นระยะ ทุก 20 นาที พยายามกะพริบตาให้บ่อยขึ้น หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ และสวมแว่นตาทุกครั้งที่ต้องทำกิจกรรมที่โดนลมแรง ๆ

6. ใช้เครื่องทำความชื้น

หากมีอาการตาแห้งจากสภาพอากาศที่แห้ง ภายในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศ ลองใช้เครื่องทำความชื้นเพิ่มความชื้นในห้อง

7. งดการใส่คอนแทคเลนส์

คอนแทคเลนส์มีการดึงน้ำตาจากกระจกตามาใช้ เพื่อให้คอนแทคเลนส์ใสอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดการระคายเคืองตา และคอนแทคเลนส์ยังเป็นสาเหตุทำให้กระบวนการสร้างน้ำตาผิดปกติ หากจำเป็นจริง ๆ ควรเลือกคอนแทคเลนส์แบบ Soft lens จะช่วยคงความชุ่มชื้นให้กับดวงตา

การรักษาทางการแพทย์

1. การใช้ยารักษาอาการตาแห้ง

ยารักษาอาการตาแห้ง ยกตัวอย่างเช่น Cyclosporine จะช่วยลดอาการอักเสบของกระจกตา และเพิ่มปริมาณน้ำตา Cholinergics เป็นยาช่วยกระตุ้นกระบวนการผลิตน้ำตาของร่างกาย ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น อย่างไรก็ตามการใช้ยาทุกชนิดควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

2. น้ำตาซีรั่ม 

น้ำตาซีรั่ม คือ การนำเลือดผู้ป่วยมาทำเป็นยาหยอดตา มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติ โดยทางจักษุแพทย์จะพิจารณาเลือกความเข้มข้น และวิธีการเตรียมซีรั่มที่เหมาะสม ส่วนมากจะเลือกความเข้มข้นที่ 20 % Autologyous Serum Eye Drops

3. อุดรูระบายน้ำตา

อุดรูระบายน้ำตา เป็นวิธีการที่ช่วยกักเก็บน้ำตาเพื่อหล่อเลี้ยงดวงตา โดยไม่ทำให้น้ำตาไหลทิ้งลงไป วิธีการอุดรูระบายน้ำตา มี 2 แบบ คือ อุดรูระบายน้ำชั่วคราวด้วยคอลลาเจนที่สามารถสลายไปเองภายใน 3 สัปดาห์ และอุดรูระบายน้ำตาถาวร โดยทางแพทย์จะพิจารณาวิธีการจากอาการของผู้ป่วย

4. ใช้คอนแทคเลนส์ ชนิดพิเศษ

คอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษ หรือ Scleral Lens เป็นคอนแทคเลนส์ที่ออกแบบมาสำหรับคนที่มีปัญหาตาแห้ง ระคายเคืองตาได้ง่าย เลนส์จะทำหน้าที่เก็บน้ำไว้ใต้เลนส์ตลอดเวลา ช่วยรักษาอาการระคายเคืองได้ดี


วิธีดูแลป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตาแห้ง

หากคุณมีอาการตาแห้ง คันตา หรือเคืองตา ลองสังเกตพฤติกรรมของตนเอง ว่ามีปัจจัยบ้างที่ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองดวงตา แล้วลองปรับพฤติกรรมตามวิธีดังต่อไปนี้ เพื่อป้องกันดวงตาของคุณ

  • หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้อากาศหรือลมเข้าตา เช่น งดการเปิดพัดลมจ่อหน้า หรือการขับขี่รถจักรยานยนต์
  • สวมแว่นตา แนะนำให้สวมแว่นตาเวลาออกไปข้างนอก เพื่อป้องกันลมและสิ่งสกปรกเข้ามาในดวงตา
  • พักสายตาและกะพริบตาบ่อยขึ้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง แนะนำให้หยุดพักสายตาทุก 20 นาที และกะพริบตาให้บ่อยขึ้น เพื่อป้องกันภาวะตาแห้ง
  • ควรทำงานในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ 
  • ตำแหน่งของคอมพิวเตอร์แสงสีฟ้าจากคอมพิวเตอร์เป็นอันตรายต่อดวงตา จึงควรวางคอมพิวเตอร์ให้ต่ำกว่าระดับสายตา เพราะหากวางคอมพิวเตอร์ไว้สูงกว่าระดับสายตา เวลามองจะต้องลืมตากว้างขึ้น ส่งผลเสียต่อดวงตา
  • หยอดน้ำตาเทียม เพื่อทดแทนความชุ่มชื้นที่ไม่เพียงพอให้กับดวงตา 
  • หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน หรือใส่คอนแทคเลนส์ Scleral Lens ที่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้หล่อเลี้ยงดวงตา 
  • สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี แนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพตาที่ดี 
  • กินอาหารให้ครบทุกหมู่ และเสริมด้วยอาหารที่มีโอเมก้า 3 (Omega 3 Fatty Acid) ที่พบมากในปลาที่มีกรดไขมันดี เช่น ปลาแซลมอนหรือปลาซาร์ดีน และ วิตามิน เอ (Vitamin A) ได้แก่ น้ำมันตับปลา เครื่องในสัตว์ ไข่แดง แครอท บร็อคโคลี่ ซึ่งมีคุณสมบัติสามารถต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสายตา ช่วยลดอาการอักเสบและบรรเทาภาวะตาแห้งได้ 
  • หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นการควันบุหรี่จากการสูบด้วยตนเองหรือควันบุหรี่จากผู้อื่นก็ตาม เนื่องจากควันบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะตาแห้ง

ตาแห้ง อาการไม่รุนแรงมากแต่ก็ควรรักษาให้หายดี

โปรแกรม keratograph 5M

ตาแห้งมักมีอาการที่ไม่รุนแรงมากจนถึงขั้นตาบอด แต่ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราไม่น้อย เช่น ทำให้รู้สึกรำคาญ หากปล่อยไว้นานเข้าก็อาจเป็นแผลที่กระจกตาได้ จึงจำเป็นต้องรักษาอาการตาแห้ง ซึ่งสามารถบรรเทาอาการด้วยตัวเองหรือเลือกวิธีการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์

สำหรับคนที่มีปัญหาตาแห้งระคายเคืองตา Samitivej Chinatown ขอแนะนำเครื่องตรวจวิเคราะห์ตาแห้ง Keratograph 5M ที่ช่วยตรวจน้ำตาด้วยเทคโนโลยี Placido Ring และ Infrared Imaging พร้อมระบบสแกนที่ช่วยตรวจสอบความคงตัวของน้ำตาในแต่ละบริเวณ (Tear-Film-Scan) ประเมินต่อมไขมันเปลือกตา (Meibo Scan) และ R-Scan ช่วยตรวจสอบความแดงที่เกิดการระคายเคืองดวงตา สุดท้ายเป็นซอฟต์แวร์อัจฉริยะ JENVIS Pro Dry Eye Report ช่วยสรุปความรุนแรงของอาการตาแห้งและแนะนำวิธีการรักษาอย่างเหมาะสม

ข้อดีของเครื่องตรวจวิเคราะห์ตาแห้ง Keratograph 5M

  • มีความแม่นยำสูง สามารถตรวจน้ำตาได้ถึง 22,000 จุด
  • ประสิทธิภาพในการตรวจที่ดี สะดวกต่อการใช้งาน
  • ผลลัพธ์รวดเร็ว ใช้เวลาในการตรวจไม่นานพร้อมแสดงข้อมูลการวิเคราะห์เป็นกราฟและภาพวิดีโอ
  • รองรับการบันทึกข้อมูล สามารถแชร์ข้อมูลผลการรักษาผ่านระบบเครือข่ายของโรงพยาบาล

หากสนใจรักษาโรคตาแห้งสามารถติดต่อไปตามช่องทางต่อไปนี้


References

Jones, L., Downie, L. E., Korb, D., Benitez-Del-Castillo, J. M., Dana, R., Deng, S. X., Dong, P. N.,Geerling, G., Hida, R. Y., Liu, Y., Seo, K. Y., Tauber, J., Wakamatsu, T. H., Xu, J., Wolffsohn, J. S., & Craig, J. P. (2017). TFOS DEWS II Management and Therapy Report. The ocular surface, 15(3), 575–628. https://doi.org/10.1016/j.jtos.2017.05.006

Koh S. (2024). Galápagosization: Diquafosol for Dry Eyes. Eye & contact lens, 50(2), 57–58. https://doi.org/10.1097/ICL.0000000000001071

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ
pdpa-icon

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ แสดงเนื้อหาให้ตรงกับความสนใจ รวมถึงเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเว็บไซต์และทำความเข้าใจว่าผู้ใช้งานมาจากที่ใด คุณสามารถเลือกตั้งค่าความยินยอมการใช้คุกกี้ได้ นโยบายความเป็นส่วนตัว​ (Privacy Policy)​