บทความสุขภาพ

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ วัคซีน Moderna

บทความโดย: วันที่อัพเดท: 26 มีนาคม 2567


Moderna คือ วัคซีนชนิดเอ็มอาร์เอ็นเอ-1273 (mRNA-1273) เป็นนวัตกรรมล่าสุด แตกต่างจากวัคซีนทั่วไปที่เป็นโปรตีนหรือเชื้อโรคที่ถูกทำให้ตาย และต่างจากวัคซีนชนิดที่ใช้ไวรัสพาหะ (Viral Vector Vaccine) พัฒนาโดย บริษัท ModernaTX, Inc. สหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

หลังจากคณะกรรมการอาหารและยา ได้ลงนามการขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนปัจจุบัน ชื่อยา โมเดอร์นา วัคซีนโควิด-19 "วัคซีนโมเดอร์นา" (Moderna) โดยจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ เมื่อ 13 พ.ค. 2564 และใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยานี้มีอายุจนถึง 12 พ.ค 2565 จึงมีคำถามเกิดขึ้นมากมายถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนทางเลือก ซึ่งสามารถอธิบายเป็นข้อๆดังนี้

 

หลักการผลิตวัคซีน Moderna (mRNA-1273)

  • ส่วนแรก จะใช้สารพันธุกรรมโมเลกุลที่เรียกว่า mRNA หรือรหัสแม่แบบที่คล้ายหนาม (spike) ของเชื้อ SAR-CoV-2 ที่ก่อโรค Covid-19 เพราะหนาม (Spike) คือ อาวุธสำคัญที่เชื้อจะใช้เพื่อจับที่เซลล์ในร่างกาย ส่งผลให้ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
  • ส่วนที่สอง คือ ไขมันอนุภาคนาโน (lipid nanoparticle) ที่ใช้ห่อหุ้ม mRNA เพื่อป้องกันการย่อยสลายจากเอนไซม์ไรโบนิวคลิเอสซึ่งมีอยู่ทั่วร่างกาย

 

กลไกการออกฤทธิ์ของวัคซีน Moderna

หลังจากฉีดวัคซีน mRNA จะถูกห่อหุ้มด้วยไขมันอนุภาคนาโน แล้วเซลล์ร่างกายในบริเวณที่ฉีดจะกลืนกินไขมันอนุภาคนาโนที่มี mRNA เข้าไป ทำให้เซลล์บริเวณนั้น ผลิตสารโปรตีนคล้ายหนามของเชื้อไวรัส ซึ่งโปรตีนนี้จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สร้างแอนติบอดีขึ้นหรือภูมิต้านทานมาต่อต้าน ”หนาม” ของเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 แบบจำเพาะเจาะจง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อสามารถก่อโรคในร่างกายได้
 

ประสิทธิภาพของวัคซีน Moderna

วัคซีนโมเดอร์นา ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อ 30 เม.ย. 2564 ในการใช้ป้องกันโรคโควิด-19 และ อย.ไทยขึ้นทะเบียนเมื่อ 13 พ.ค. 2564 จากข้อมูล ณ ขณะนี้ ระบุว่า ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดโรคคือ 94.1% ในประชากรทั่วไป ป้องกันการติดโรคได้ 86.4% ในผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ลดความรุนแรงของโรคได้ 100% และลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ COVID-19 ได้ 100% และจากข้อมูลทางห้องปฏิบัติการล่าสุด พบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ในระดับที่สูงพอที่จะยับยั้งสายพันธุ์ B.1.17 จากอังกฤษ และ B.1.351 จากแอฟริกาใต้ได้
 

อายุที่แนะนำและจำนวนครั้งที่ต้องฉีด

วัคซีนนี้ เหมาะสำหรับฉีดให้ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยจะฉีดทั้งหมด 2 โดส (ครั้ง) ห่างกัน 4 สัปดาห์ ปัจจุบันมีมากกว่า 14 ประเทศที่ใช้ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา สวิสเซอร์แลนด์ อังกฤษ ยุโรป อิสราเอล กาตาร์ บรูไน สิงคโปร์ เวียดนาม ญี่ปุ่น ฯลฯ แต่จากรายงานเมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา โมเดอร์นา ได้เผยผลการทดลองทางคลินิกในกลุ่มคนอายุ 12 – 17 ปี พบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ 96% และนอกจากนี้กำลังอยู่ระหว่างทดสอบในเด็กอายุ 6 เดือน – 11 ปี ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ทั้งนี้ควรรอฟังคำแนะนำสำหรับช่วงอายุที่ต่ำกว่า 18 ปีอีกครั้งจากกระทรวงสาธารณสุขของไทย
 

คำแนะนำและข้อควรทราบก่อนการฉีด Moderna

ห้าม ฉีดวัคซีนในกลุ่มต่อไปนี้ 

 
  • ผู้ที่มีอาการแพ้ ตัวยาสำคัญหรือส่วนประกอบอื่นใดในวัคชีน (ผู้ที่มีประวัติแพ้ สารเติมเต็มใต้ผิวหนังเพื่อความสวยงาม  ) 
  • ผู้ที่แพ้สารโพลีเอธิลีน ไกลคอล (Polyethylene Glycol: PEG) ซึ่งเป็นส่วนผสมที่มักอยู่ในยาและเครื่องสำอางหลายชนิด รวมถึงในวัคซีน Moderna ด้วย 
  • ผู้ที่แพ้สารพอลิซอร์เบต (Polysorbate) ซึ่งเป็นสารเคมีในยาและเครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติคล้ายกับสารโพลีเอธิลีน ไกลคอลในวัคซีน Moderna มาก 

 

คำเตือนและข้อควรระวัง ที่ต้องแจ้งบุคลากรทางแพทย์ผู้ดูแลการฉีดวัคซีนก่อนการรับวัคซีน Moderna ดังนี้ 

 
  • เคยมีประวัติการแพ้อย่างรุนแรง ที่อาจมีอันตรายต่อชีวิตภายหลังการได้รับวัคซีนชนิดอื่นๆ      
  • เคยมีประวัติการแพ้อื่น ๆ  
  • เป็นผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน  
  • เคยเป็นลมหลังจากได้รับการฉีดยา  
  • หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ หรือมารดาที่กำลังให้นมบุตร 
  • มีโรคประจำตัวขั้นรุนแรงที่ไม่สามารถควบคุมโรคได้  
  • ได้รับวัคซีนโควิด-19 ชนิดอื่นมาก่อนหน้านี้  
  • กังวล ที่เกี่ยวเนื่องกับการได้รับวัคซีนชนิดนี้ 
  • หรือรับประทานยาอื่นก่อนการฉีดวัคซีน และยาอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิผลของวัคซีนได้  

 

คำแนะนำในการสังเกตอาการผิดปกติหลังได้รับวัคซีน Moderna

  • ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดที่สถานพยาบาลภายหลังการได้รับวัคซีนอย่างน้อย 30 นาที และควรสังเกตอาการต่อที่บ้าน 
  • หากมีอาการข้างเคียง ควรปรึกษาแพทย์ ก่อนการรับวัคซีนครั้งต่อไป  
 

ผลข้างเคียงวัคซีน Moderna

จากข้อมูลด้านความปลอดภัย กลุ่มประชากรวิจัย 15,000 คน จากฐานข้อมูลสมาคมโรคติดเชื้อประเทศสหรัฐอเมริกา พบรายงานอาการไม่พึงประสงค์ทั่วไปประมาณ 0.03% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งมีรายงานดังนี้
 
  • อาการข้างเคียงที่ยอมรับได้ เช่น อาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง บางรายมีอาการเหนื่อย ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หนาวสั่น มีไข้ วิงเวียน คลื่นไส้ และสามารถหายได้เอง ภายใน 2 – 3 วัน
  • โอกาสแพ้ยาแบบรุนแรง เช่น หายใจลำบาก ปากบวม หน้าบวม หัวใจเต้นเร็ว ผื่นแพ้ขึ้นทั่วตัวหรือตามร่างกาย มีอัตราส่วน 2.5 : 1,000,000 คน

 

ข้อควรระวังในการฉีดวัคซีน Moderna

  • ผู้ที่เคยแพ้ส่วนประกอบของวัคซีน หรือเคยฉีดวัคซีนชนิด mRNA ยี่ห้ออื่นแล้วมีอาการแพ้รุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด
  • ผู้ที่กำลังไม่สบาย มีไข้ หรือสงสัยว่าจะติดโรคโควิด-19 ยังไม่ควรฉีด
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไต และโรคอื่นๆ รวมทั้งผู้ที่กำลังทานยาโรคประจำตัว สามารถฉีดได้ หากอาการต่างๆ ของโรคคงที่ และได้รับความเห็นชอบจากแพทย์ประจำตัวของท่าน
  • สำหรับหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร สามารถฉีดได้หากอายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ (อ้างอิงจาก กรมอนามัย) ทั้งนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและอื่นๆ ได้มีการฉีดไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าวัคซีนจะสามารถถ่ายทอดจากรกหรือน้ำนมไปสู่ลูกน้อยเพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิต้านทานได้หรือไม่ ทั้งหมดนี้จึงขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์ที่ดูแลท่าน
  • ผู้ที่เพิ่งได้รับวัคซีนโควิด-19 ยี่ห้ออื่นไปก่อนหน้า ควรปรึกษาแพทย์ หากต้องการฉีดซ้ำ
  • เนื่องจากวัคซีนโควิด-19 เป็นวัคซีนที่ผลิตออกมาไม่นาน และยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการให้วัคซีนนี้ควบคู่กับวัคซีนอื่นทุกประเภท จึงแนะนำเว้นระยะห่างอย่างน้อย 4 สัปดาห์เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปฏิกิริยาจากการฉีดวัคซีนพร้อมกันและรบกวนการสร้างภูมิคุ้มกัน
บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ
pdpa-icon

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ แสดงเนื้อหาให้ตรงกับความสนใจ รวมถึงเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเว็บไซต์และทำความเข้าใจว่าผู้ใช้งานมาจากที่ใด คุณสามารถเลือกตั้งค่าความยินยอมการใช้คุกกี้ได้ นโยบายความเป็นส่วนตัว​ (Privacy Policy)​