RLE คืออะไร การผ่าตัดที่ช่วยคืนการมองเห็น คมชัดทุกระยะ
การผ่าตัด RLE เปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียมคุณภาพสูง นวัตกรรมการแก้ไขปัญหาสายตาที่ช่วยให้คุณกลับมามองเห็นคมชัดทุกระยะ ลดการพึ่งพาแว่นตา

PRK คือหนึ่งในวิธีการรักษาค่าสายตาที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ด้วยการใช้เลเซอร์ปรับพื้นผิวกระจกตาชั้นบนให้เข้ากับค่าสายตา แทนการสวมใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ PRK เป็นทางเลือกที่เหมาะโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีกระจกตาบางหรือตาแห้ง เนื่องจากมีข้อจำกัดน้อยกว่าเลสิก
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ PRK ตั้งแต่หลักการทำงาน เทคนิคที่ใช้ ข้อดี-ข้อเสีย ไปจนถึงความแตกต่างระหว่าง PRK กับ LASIK รวมถึงวิธีเตรียมตัวและดูแลตนเองหลังทำ
KEY TAKEAWAY
สารบัญบทความ
PRK คือวิธีการรักษาค่าสายตาที่ใช้เลเซอร์ปรับพื้นผิวกระจกตาชั้นบนให้เข้ากับค่าสายตา ซึ่งแตกต่างจากเลสิกตรงที่ไม่มีการเปิดฝากระจกตา ในบางครั้ง PRK LASIK คือคำที่ใช้เรียกรวม ๆ เนื่องจากทั้งสองวิธีต่างก็ปรับกระจกตาด้วยเลเซอร์เหมือนกัน
PRK มีมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 นับเป็นวิธีการรักษาค่าสายตาด้วยเลเซอร์ที่เก่าแก่ที่สุด และยังคงได้รับความนิยมในปัจจุบัน ด้วยข้อดีที่ให้ผลถาวร มีผลข้างเคียงน้อย สามารถตรวจสายตาเพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนทำได้ อีกทั้งยังเป็นวิธีการรักษาค่าสายตาวิธีเดียวที่สามารถทำได้สำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพนักบิน ทหาร หรือตำรวจ
การทำ PRK อาศัยเลเซอร์ประเภท Excimer Laser ซึ่งปล่อยแสงอัลตราไวโอเลตพลังงานสูงในช่วงความยาวคลื่น 193 นาโนเมตร เพื่อเจียเนื้อเยื่อกระจกตาออกทีละชั้นบาง ๆ อย่างแม่นยำ โดยไม่ส่งความร้อนไปทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบ ทำให้การปรับรูปทรงกระจกตามีความละเอียดสูงในระดับไมโครเมตร
ปัจจุบันระบบที่ใช้ร่วมกับ Excimer Laser ได้รับการพัฒนาให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น อาทิ Eye-tracking System ที่ติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตาแบบเรียลไทม์ระหว่างการยิงเลเซอร์ ช่วยลดความคลาดเคลื่อนและเพิ่มความปลอดภัยในกระบวนการรักษา นอกจากนี้ยังมีระบบ Wavefront-guided ที่วิเคราะห์ค่าสายตาเฉพาะบุคคลเพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด
การทำ PRK มีเทคนิคหลักอยู่ 2 รูปแบบ ซึ่งต่างกันที่วิธีการนำเยื่อหุ้มกระจกตาชั้นนอกสุด (Epithelium) ออกก่อนการยิงเลเซอร์

การทำ PRK ช่วยแก้ปัญหาสายตาสั้น, สายตาสั้นข้างเดียว และสายตาเอียง โดยสามารถแก้ไขสายตาสั้นได้ไม่เกิน 500 (-5.00 Diopters) และเอียงไม่เกิน 200 (-2.00 Diopters) นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ที่มีกระจกตาบางหรือตาแห้ง ซึ่งคนที่มีกระจกตาบางจะทําเลสิกไม่ได้เนื่องจากเลสิกต้องตัดกระจกตาชั้นบนออก ทำให้กระจกตายิ่งบางลง และในกรณีตาแห้ง เลสิกจะยิ่งทำให้อาการรุนแรงขึ้น PRK จึงเป็นทางออกที่ปลอดภัยและเหมาะสมกว่าสำหรับคนกลุ่มนี้
ทั้ง PRK และ LASIKต่างกันที่ตำแหน่งของกระจกตาที่เลเซอร์เข้าไปปรับ โดย PRK จะเป็นการปรับที่กระจกตาชั้นบนด้วยการลอก Epithelium ออกแล้วยิงเลเซอร์โดยตรง ไม่มีการเปิดแฟลบ ส่วน LASIK จะเป็นการกรีดกระจกตาชั้นบนออกเป็นฝา (Flap) แล้วยิงเลเซอร์ที่ชั้นกลาง (Stroma) จากนั้นปิดแฟลบกลับคืน ทำให้ฟื้นตัวเร็วกว่า แต่มีความเสี่ยงจากแฟลบในระยะยาว
ข้อได้เปรียบของ PRK คือไม่มีรอยกรีดแฟลบ กระจกตาสามารถฟื้นฟูตนเองได้ตามธรรมชาติ และหากเกิดอุบัติเหตุกระทบดวงตาในอนาคต ก็ไม่มีความเสี่ยงจากแฟลบที่อาจเลื่อนหรือหลุดออก ในขณะที่ LASIK มีข้อได้เปรียบด้านการฟื้นตัวที่รวดเร็ว มองเห็นชัดภายในวันแรก และสามารถแก้ไขค่าสายตาสูง ๆ ได้ดีกว่า
PRK และ Femto Lasikต่างกันที่วิธีการเข้าถึงกระจกตาและระยะเวลาฟื้นตัว โดย PRK จะเป็นการลอก Epithelium ออกแล้วยิง Excimer Laser ที่ผิวกระจกตาชั้นบนโดยตรง ไม่มีแฟลบ ต้องใส่คอนแทคเลนส์พิเศษ 5-7 วันเพื่อรอเยื่อหุ้มสร้างใหม่ ส่วน Femto LASIK ใช้เลเซอร์ Femtosecond เปิดแฟลบกระจกตา แล้วต่อด้วย Excimer Laser ปรับกระจกตาชั้นกลาง (Stroma) จากนั้นปิดแฟลบกลับ ระยะฟื้นตัวสั้นกว่า มองชัดได้เร็วกว่า แต่อาจมีความเสี่ยงจากแฟลบในระยะยาว
ReLEx SMILE ใช้เลเซอร์ Femtosecond เข้าไปที่กระจกตาชั้นกลางโดยตรง สร้างชิ้นเนื้อเยื่อรูปเลนส์ที่เรียกว่า Lenticule แล้วนำออกผ่านแผลขนาดเล็กบนผิวตา ไม่มีการลอก Epithelium แบบ PRK และไม่เปิดแฟลบแบบ LASIK ทำให้ไม่มีอาการเจ็บหลังผ่าตัดมากนัก และฟื้นตัวได้เร็วกว่า PRK อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีวิธีการปรับค่าสายตาที่เรียกว่า Trans PRK เหมาะกับผู้ที่มีกระจกตาบางและไม่สามารถทำ ReLEx SMILE Proได้ เพราะทั้งวิธี ReLEx SMILE และ SMILE Pro ต้องการความหนากระจกตาเพียงพอสำหรับการสร้าง Lenticule ในชั้นกลาง

การทำ PRK เป็นเทคโนโลยีการปรับแก้ไขสายตาที่มีจุดเด่นเรื่องประสิทธิภาพที่ได้หลังทำ และผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว โดยมีข้อดีดังนี้
PRK มีข้อเสีย และข้อจำกัดต่าง ๆ ดังนี้
การผ่าตัดปรับสายตาด้วยวิธี PRK เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงื่อนไขและคุณสมบัติ ดังนี้
การเตรียมตัวที่ดีช่วยให้การทำ PRK ราบรื่นและลดความเสี่ยงหลังผ่าตัดได้

ขั้นตอนการทำ PRK ใช้เวลาไม่นาน มักไม่เกิน 15-20 นาทีต่อตาข้าง โดยมีขั้นตอนดังนี้
การดูแลตนเองอย่างถูกต้องหลังทำ PRK ช่วยให้แผลหายเร็วและลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงได้
หลังผ่าตัด PRK ในช่วงพักฟื้นอาจเกิดอาการข้างเคียงต่าง ๆ ดังนี้
ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ การรักษาค่าสายตาด้วยการทำ PRK ราคาจะอยู่ที่ 35,000 บาท สามารถผ่อน 0% กับบัตรเครดิตได้
โปรโมชั่นอื่นนอกเหนือจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ สามารถติดตามโปรโมชัน และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line@samitivejchinatown
หมายเหตุ : ราคาดังกล่าวเป็นราคาเฉพาะสำหรับคนไทยเท่านั้น
PRK คือการปรับกระจกตาอย่างถาวร เมื่อทำแล้วกระจกตาจะอยู่ในรูปแบบนั้นตลอดไป หากการรักษาเกิดความผิดพลาดการแก้ไขจะทำได้ยากหรืออาจไม่ได้เลยในบางกรณี การเลือกว่าจะทำ PRK หรือทำเลสิกที่ไหนดีควรพิจารณาโรงพยาบาลที่มีจักษุแพทย์เฉพาะทาง และใช้อุปกรณ์ทันสมัยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย
ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ มีจักษุแพทย์เฉพาะทางมากกว่า 4 ท่าน พร้อมเครื่องมือผ่าตัดที่ทันสมัย นอกจาก PRK เรายังให้บริการรักษาสายตาสั้นด้วย ReLEx SMILE, Femto LASIK และ ICL (Implantable Collamer Lens) เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่มีข้อจำกัดหลากหลาย
PRK คือทางเลือกในการรักษาสายตาที่พิสูจน์ประสิทธิภาพมานานกว่า 3 ทศวรรษ เหมาะสำหรับผู้ที่ทำเลสิกไม่ได้เนื่องจากกระจกตาบาง ตาแห้ง หรือข้อจำกัดอาชีพ ให้ผลถาวร ผลข้างเคียงน้อย และไม่มีความเสี่ยงจากแฟลบในระยะยาว หากต้องการวิธีเพิ่มความหนา กระจกตาหรือแก้ค่าสายตาอย่างปลอดภัย ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนเสมอ
โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ พร้อมดูแลคุณด้วยทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตั้งแต่การตรวจสายตาเพื่อประเมินความพร้อม ไปจนถึงการติดตามผลหลังผ่าตัด นอกจาก PRK แล้ว เรายังให้บริการรักษาสายตาด้วยวิธีอื่น ๆ ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น SMILE Pro, ICL, Monovision และเลนส์โปรเกรสซีฟ เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณโดยเฉพาะ
ติดต่อสอบถามและนัดหมาย
หลังทำ PRK ต้องพักฟื้นประมาณ 5-7 วัน เนื่องจากแผลผ่าตัดค่อนข้างใหญ่ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และจะระคายเคืองตามากหลังทำ จนไม่สามารถใช้สายตาได้มากนักในช่วงสัปดาห์แรก
ขั้นตอนการทำ PRK ใช้เวลาไม่นาน เพียง 30 นาทีก็เสร็จสิ้นการผ่าตัด ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล
หลังทำ PRK สายตาของเราจะใช้เวลาปรับตัวกับกระจกตาใหม่ประมาณ 7 วัน หลังจากนั้นจึงจะเห็นชัด
หลังทำ PRK การมองเห็นจะยังไม่ชัดทันที ดวงตาของผู้เข้ารับการรักษายังต้องปรับตัวกับกระจกตาที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างนาน ในคนไข้แต่ละคนระยะเวลาการปรับสายตาก็จะแตกต่างกันไป
เนื่องจากหลังการทำเลสิก จะเกิดแผลรอบกระจกตาจากการเปิดแฟลบ ซึ่งแฟลบนี้จะไม่ได้เชื่อมติดกับกระจกตา แต่จะยึดอยู่ติดกันด้วยเทคนิคที่ทำขึ้นจากเลเซอร์ ทำให้กระจกตาอาจจะได้รับอันตรายหากประสบอุบัติเหตุที่ดวงตาอย่างรุนแรง
References
Shortt, A.J. (2013, Jan 31). Laser-assisted in-situ keratomileusis (LASIK) versus photorefractive keratectomy (PRK) for myopia. PubMed. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/23440799/
Boyd, K. (2017, Sep 27). What Is Photorefractive Keratectomy (PRK)?. American Academy of Ophthalmology (AAO). https://www.aao.org/eye-health/treatments/photorefractive%20-keratectomy-prk