ตากระตุกเกิดจากอะไร? สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และเมื่อไหร่ควรพบจักษุแพทย์
บทความโดย: seoteam seoteam วันที่อัพเดท: 14 พฤษภาคม 2569

ตากระตุกไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องโชคลาง แต่เป็นสัญญาณเตือนอาการทางสุขภาพที่ควรใส่ใจ โดยเฉพาะคนที่มีอาการตากระตุกติดต่อเป็นเวลาหลายวัน ซึ่งทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าอาการเหล่านี้อาจเป็นโรคร้ายแรงได้ บทความนี้จึงอยากพาทุกคนมาทำความเข้าใจถึงสาเหตุของอาการตากระตุก พร้อมวิธีรักษาและป้องกันอย่างเหมาะสม เพื่อให้อาการตากระตุกไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและดีขึ้นตามลำดับ
KEY TAKEAWAY
- ตากระตุก เป็นการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณเปลือกตาที่ไม่สามารถควบคุมได้
- ตากระตุกเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นส่วนมาก โอกาสน้อยที่จะเกิดจากโรคร้ายแรง
- อาการตากระตุกติดต่อกันนาน ๆ ไม่หาย จนส่งผลต่อการมองเห็นหรืออาการกระตุกส่วนอื่น ๆ ถือว่าเป็นอันตรายควรพบแพทย์
- อาการตากระตุกส่วนใหญ่สามารถดูแลตัวเองและปรับพฤติกรรม เพื่อให้อาการดีขึ้นได้
- ถ้าดวงตากระตุกไม่หายหรืออาการรุนแรงขึ้นต้องรักษาด้วยวิธีการของแพทย์ เช่น ฉีดโบท็อก ทานยา หรือผ่าตัดกล้ามเนื้อดวงตา
สารบัญบทความ
ตากระตุก (Eye Twitching) คือการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณดวงตา ซึ่งอาจเกิดขึ้นที่เปลือกตาบนหรือเปลือกตาล่าง มักเกิดเพียงข้างเดียว ตากระตุกเกิดจากหลายปัจจัยตั้งแต่ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ไปจนถึงโรคระบบประสาทที่พบได้น้อยกว่า กรณีส่วนใหญ่อาการตากระตุกมักหายเองได้ภายในไม่กี่นาที และไม่เป็นอันตราย แต่หากตากระตุกบ่อย นานผิดปกติ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ควรปรึกษาจักษุแพทย์โดยเร็วที่สุด

ตากระตุกเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันและโรคทางระบบประสาท แต่ส่วนใหญ่มักเป็นแค่อาการตากระตุกชั่วคราวจากพฤติกรรมต่าง ๆ มีเพียงส่วนน้อยที่มาจากโรคร้ายแรง มาดูกันว่าสาเหตุของอาการตากระตุกในชีวิตประจำวันและโรคร้ายแรงมีอะไรบ้าง
สาเหตุที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน
- ความเครียดสะสม : ความเครียดเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งของอาการตากระตุก เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะเครียด ระบบประสาทจะทำงานผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อเปลือกตาเกิดการหดตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ : นอนน้อยกว่า 6-8 ชั่วโมง ทำให้ระบบประสาทตาล้า และเกิดอาการตากระตุก เนื่องจากร่างกายต้องการฟื้นฟูระหว่างการนอนหลับ
- การใช้หน้าจอนานเกินไป : การทำงานกับหน้าจอโดยไม่พักสายตา ทำให้เลนส์ตาและกล้ามเนื้อเปลือกตาทำงานหนักจนเกิดอาการตากระตุกได้
- ดื่มคาเฟอีนมากเกินไป : การบริโภคคาเฟอีนเกิน 400 มก. ต่อวัน จะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้กล้ามเนื้อเปลือกตาหดตัวแบบฉับพลันและควบคุมไม่ได้
- ดื่มแอลกอฮอล์ : แอลกอฮอล์รบกวนการทำงานของระบบประสาทตา และทำให้เปลือกตากระตุก
- ขาดแมกนีเซียมหรือวิตามิน B12 : แร่ธาตุและวิตามินเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการส่งสัญญาณระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อเปลือกตาหดตัวอย่างผิดปกติ
- ตาแห้ง : อาการระคายเคืองตาจากตาแห้งจะกระตุ้นระบบประสาทรอบดวงตาทำให้เกิดอาการกระตุกขึ้นมา
- โรคภูมิแพ้ขึ้นตาและการระคายเคืองตา : สารก่อภูมิแพ้ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองตา ทำให้เราเผลอขยี้ตาจนเกิดการปล่อยฮิสตามีน ซึ่งอาจทำให้เส้นประสาทบริเวณเปลือกตาตอบสนองผิดปกติ
- ยาบางชนิด : ยาบางประเภท เช่น ยาต้านโรคจิตเภท ยากันชัก หรือยาแก้แพ้บางชนิด อาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการตากระตุกได้
- สภาพแวดล้อม : ลมแอร์แห้ง ฝุ่น ควัน และแสงแดดจ้า ล้วนระคายเคืองเยื่อบุตา ทำให้เส้นประสาทในบริเวณเปลือกตากระตุกบ่อยในสภาพแวดล้อมดังกล่าว
สาเหตุที่บ่งชี้ถึงโรคร้ายแรง
หนังตากระตุกอาจแสดงอาการของโรค กรณีแบบนี้จะต้องได้รับการตรวจและรักษาโดยจักษุแพทย์ โดยโรคร้ายแรงที่บ่งชี้ออกมาผ่านอาการตากระตุกมีดังนี้
- Benign Essential Blepharospasm : โรคกระตุกของเปลือกตาชนิดไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ตากระตุกถี่และแรงจนอาจส่งผลต่อการมองเห็นในชีวิตประจำวัน
- Hemifacial Spasm : กล้ามเนื้อใบหน้าข้างเดียวกระตุก มักเกิดจากหลอดเลือดกดทับเส้นประสาทสมอง ต้องพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย
- Multiple Sclerosis : โรคที่ระบบประสาทส่วนกลางถูกทำลาย อาจมีอาการตากระตุกเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนแรก
- Parkinson's disease : ความผิดปกติของระบบประสาทที่ส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย รวมถึงบริเวณกล้ามเนื้อเปลือกตา
แม้อาการตากระตุกส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตราย แต่มี 6 สัญญาณเตือนที่หากมีอาการแล้วควรเข้าพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอาการให้แน่ชัดทันที ดังนี้
- ตากระตุกติดต่อกันนานกว่า 1 สัปดาห์ โดยไม่มีท่าทีดีขึ้น แม้จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดคาเฟอีน และจัดการความเครียดแล้ว
- เปลือกตาบวม แดง เจ็บ หรือมีของเหลวผิดปกติ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อหรือการอักเสบในบริเวณดวงตาที่ต้องได้รับการรักษา
- เปลือกตาปิดเองโดยไม่สามารถเปิดได้ตามปกติ ซึ่งอาจเป็นอาการของโรค Blepharospasm รุนแรงที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการฉีด Botox
- อาการตากระตุกลามไปที่บริเวณอื่นของใบหน้า เช่น แก้ม ปาก หรือคาง อาจเป็นสัญญาณของ Hemifacial Spasm ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
- มองเห็นไม่ชัดหรือภาพซ้อนขณะตากระตุก ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงปัญหาระบบประสาทตาหรือความผิดปกติของการมองเห็นที่ต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วน
- มีประวัติโรคระบบประสาทหรือสมอง เช่น Multiple Sclerosis, Parkinson's หรือเคยมีอาการสมองขาดเลือดมาก่อน เมื่อมีอาการตากระตุกต้องพบแพทย์ทันที

การรักษาอาการตากระตุกสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ แต่ถ้าพบอาการผิดปกติหรืออาการตากระตุกไม่ดีขึ้นเลยเป็นเวลาหลายวัน ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม
การดูแลอาการตากระตุกเบื้องต้นด้วยตัวเอง
สำหรับอาการตากระตุกทั่วไป สามารถดูแลตัวเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้อาการตากระตุกดีขึ้นได้ ดังนี้
- นอนหลับให้ครบ 6-8 ชั่วโมงต่อคืน : เพื่อให้ระบบประสาทฟื้นตัวอย่างเต็มที่ และลดความล้าของกล้ามเนื้อเปลือกตา
- ปฏิบัติตามกฎ 20-20-20 : ทุก 20 นาที ให้มองออกไป 20 ฟุต นาน 20 วินาที เพื่อลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตาจาก Digital Eye Strain
- งดคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ : เป็นระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ เพื่อดูว่าอาการตากระตุกบ่อยดีขึ้นหรือไม่
- ใช้น้ำตาเทียม : หยอดตาเพื่อบรรเทาอาการตาแห้ง ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นอาการตากระตุกที่พบบ่อย
- ประคบอุ่นที่เปลือกตา นาน 10-15 นาที : ช่วยคลายกล้ามเนื้อเปลือกตาและลดการอักเสบเล็กน้อย
การรักษาโดยจักษุแพทย์
เมื่อการดูแลตัวเองไม่ได้ผล หรืออาการตากระตุกบ่อยรุนแรงมากขึ้น แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาโดยจักษุแพทย์ โดยทาง Samitivej Ophthalmological Institute (SOI) จะมีแนวทางการรักษาดังนี้
- การฉีด Botulinum Toxin (Botox) เข้าที่กล้ามเนื้อเปลือกตา เพื่อคลายการหดตัวชั่วคราว ผลการรักษาอยู่นาน 3-6 เดือน และสามารถทำซ้ำได้เมื่อหมดฤทธิ์ เหมาะสำหรับโรค Blepharospasm
- ยาคลายกล้ามเนื้อและยาต้านอาการกระตุก แพทย์อาจสั่งยาเพื่อควบคุมอาการในระยะสั้น ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ
- การผ่าตัด Myectomy สำหรับกรณีที่รุนแรงมากและไม่ตอบสนองต่อ Botox เป็นการผ่าตัดเพื่อตัดกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทบางส่วนที่ทำให้เกิดการกระตุก
การป้องกันอาการตากระตุกสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการใส่ใจดูแลตัวเองให้มากขึ้น โดยวิธีการดูแลตัวเองที่แนะนำก็จะมีดังนี้
- จัดการความเครียดอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ หรือหาเวลาพักผ่อนจากงาน อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน เนื่องจากความเครียดเป็นสาเหตุหลักของอาการตากระตุก
- นอนหลับให้ครบ 6-8 ชั่วโมงทุกคืน รักษาเวลานอนให้สม่ำเสมอ และงดการจ้องหน้าจอก่อนนอนอย่างน้อย 1 ชม.
- พักสายตาตามกฎ 20-20-20 เมื่อทำงานหน้าจอ เพื่อลดอาการตาล้าและถนอมสายตาจากหน้าจอที่เป็นสาเหตุของอาการตากระตุกบ่อย
- จำกัดคาเฟอีนไม่เกิน 400 มก. ต่อวัน (กาแฟประมาณ 4 แก้ว) และหลีกเลี่ยงการดื่มในช่วงบ่ายถึงค่ำเพื่อไม่ให้รบกวนการนอน
- รับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมสูง เช่น ถั่ว ผักใบเขียว อะโวคาโด และเพิ่มอาหารที่มีวิตามิน B12 เช่น ไข่ นม เนื้อปลา เพื่อบำรุงสายตา
- หยอดน้ำตาเทียมเมื่อรู้สึกตาแห้งหรือระคายเคือง โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีแอร์ แสงจ้า หรือฝุ่นควัน เพื่อป้องกันการระคายเคืองที่กระตุ้นเส้นประสาทรอบดวงตา
ตากระตุกนานแค่ไหนยังถือว่าปกติ?
อาการตากระตุกทั่วไปมักหายเองภายในเวลาไม่นาน โดยส่วนใหญ่ไม่เกิน 3-5 วัน หากอาการตากระตุกบ่อยและติดต่อกันนานกว่า 1 สัปดาห์โดยไม่มีท่าทีดีขึ้น แนะนำให้นัดพบจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจหาสาเหตุ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่ต้องการการรักษาเฉพาะทาง
ตากระตุกบ่งบอกว่าขาดวิตามินอะไร?
อาการตากระตุกที่เกิดจากการขาดสารอาหารมักสัมพันธ์กับการขาดแมกนีเซียม (Magnesium) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทตา รวมถึงการขาดวิตามิน B12 ที่จำเป็นสำหรับการส่งสัญญาณประสาทที่ดี หากสงสัยว่าขาดสารอาหาร ควรตรวจเลือดเพื่อยืนยันก่อนรับประทานอาหารเสริม
ตากระตุกบ่งบอกถึงโรคร้ายแรงได้ไหม?
ในกรณีส่วนใหญ่ตากระตุกไม่ได้บ่งชี้โรคร้ายแรง แต่หากตากระตุกบ่อยมาก ลามไปที่ใบหน้าข้างเดียวกัน หรือมีอาการทางสายตาร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของ Benign Essential Blepharospasm หรือ Hemifacial Spasm ซึ่งต้องได้รับการตรวจโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ตาซ้ายกระตุกกับตาขวากระตุก แตกต่างกันทางการแพทย์ไหม?
ในเชิงการแพทย์ตาซ้ายกับตาขวากระตุกไม่มีความแตกต่างกัน ทั้งสองเกิดจากกลไกเดียวกันคือการหดตัวของกล้ามเนื้อเปลือกตาโดยไม่สมัครใจ และรักษาด้วยวิธีเดียวกัน ส่วนความเชื่อโบราณที่ว่าอาการตากระตุกบอกถึงโชคลาง “ขวาร้าย ซ้ายดี” เป็นความเชื่อทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ทางการแพทย์
ตากระตุก เป็นอาการที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัย ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยในชีวิตประจำวัน เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ ภาวะตาแห้ง และการใช้หน้าจอนาน ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม หากอาการตากระตุกบ่อย นานเกิน 1 สัปดาห์ หรือมีสัญญาณเตือนใดๆ จาก 6 ข้อที่กล่าวถึง ไม่ควรชะล่าใจ
Samitivej Ophthalmological Institute (SOI) สมิติเวช ไชน่าทาวน์ มีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมดูแลสุขภาพตาของคุณด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ให้คุณมั่นใจได้ว่าอยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญที่คุณไว้วางใจได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวินิจฉัย การรักษาด้วย Botox หรือการดูแลระยะยาว เราดูแลครบวงจรในที่เดียว หากมีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาสามารถติดต่อได้ที่
ช่องทางติดต่อ