บทความสุขภาพ

เยื่อบุตาอักเสบ อาการตาแดง เคืองตาที่ติดต่อกันได้ หากไม่ระวัง

บทความโดย: seoteam seoteam วันที่อัพเดท: 4 เมษายน 2569

เยื่อบุตาอักเสบ

เยื่อบุตาอักเสบเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัย แม้อาการส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง แต่ก็สามารถติดต่อได้ง่าย และอาการอาจรุนแรงขึ้นจนรบกวนชีวิตประจำได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การทำความเข้าใจว่าเยื่อบุตาอักเสบเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร จะช่วยให้สามารถรับมือกับโรคได้อย่างมั่นใจ


KEY TAKEAWAY

  • เยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) คือภาวะการอักเสบของเยื่อบุตา ซึ่งเป็นเยื่อบางใสที่ปกคลุมตาขาวและด้านในของเปลือกตา
  • อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล หรือมีขี้ตาเหลืองเหนียว
  • สาเหตุหลักมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ภูมิแพ้ หรือสิ่งระคายเคือง
  • เยื่อบุตาอักเสบสามารถหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ หากได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
  • หากมีอาการรุนแรง เช่น ปวดตามากหรือการมองเห็นลดลง ควรพบแพทย์ทันที

สารบัญบทความ


เยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) คืออะไร?

เยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) คือภาวะที่เกิดการอักเสบของเยื่อบุตา (Conjunctiva) ซึ่งเป็นเยื่อเมือกบางใสที่ปกคลุมบริเวณตาขาว (Sclera) และด้านในของเปลือกตา ทำให้เกิดตาอักเสบแดง และระคายเคือง ภาวะนี้จึงมักถูกเรียกติดปากว่าตาแดง (Pink Eye) โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับสาเหตุต้นตอ ไม่ว่าจะเป็นจากสิ่งเร้าภายนอกหรือการที่ตาติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย


ลักษณะอาการของเยื่อบุตาอักเสบ

เยื่อบุตาอักเสบ อาการ

เยื่อบุตาอักเสบ อาการที่พบได้มีหลายลักษณะ อาจเกิดขึ้นที่ตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้ โดยอาการที่พบบ่อย มีดังนี้

  • มีอาการตาแดง หรือเส้นเลือดฝอยที่เยื่อบุตาขยายตัว
  • เคืองตาหรือรู้สึกเหมือนมีฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา
  • น้ำตาไหลมากผิดปกติ
  • อาจตามัวและไวต่อแสง
  • มีขี้ตาเหนียวสีขาว เหลือง หรือเขียว โดยเฉพาะในกรณีติดเชื้อแบคทีเรีย
  • เปลือกตาบวม เจ็บเปลือกตาทั้งบนและล่าง มักรู้สึกปวดมากเวลาสัมผัสหรือกะพริบตา

สาเหตุของเยื่อบุตาอักเสบเกิดจากอะไรบ้าง? 

เยื่อบุตาอักเสบสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ โดยสาเหตุที่พบบ่อยของอาการเยื่อบุตาอักเสบมีดังนี้

  • การติดเชื้อไวรัส : มักเกิดจากเชื้ออดีโนไวรัส (Adenovirus) ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ติดต่อง่ายมากผ่านการสัมผัสน้ำตาที่ติดเชื้อ มักมาพร้อมกับอาการหวัด เจ็บคอ น้ำตาใส และอาจมีอาการหายใจเหนื่อยร่วมด้วย
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย : มักเกิดจากเชื้อ Staphylococcus Aureus และ Streptococcus Pneumoniae โดยเยื่อบุตาอักเสบจากแบคทีเรีย มักมีอาการขี้ตาเป็นสีเหลืองเหนียว ตาแฉะและลืมตายากในตอนเช้า
  • อาการภูมิแพ้ : เกิดจากการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น ละอองเกสร หรือขนสัตว์ มักมีอาการคันตาอย่างรุนแรงร่วมกับเยื่อบุตาบวม
  • สารเคมีหรือสิ่งแปลกปลอม : การสัมผัสกับคลอรีนในสระน้ำ ควันบุหรี่ หรือแชมพูที่เข้าตา ซึ่งก่อให้เกิดการระคายเคืองเฉียบพลัน

ภาวะเยื่อบุตาอักเสบแบบไหนที่ควรพบแพทย์

แม้ว่าอาการตาอักเสบแดงส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่หากมีอาการต่อไปนี้ควรเข้ารับการตรวจจากจักษุแพทย์

  • มีอาการปวดตาอย่างรุนแรง จนไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
  • การมองเห็นพร่ามัวลงอย่างรวดเร็ว 
  • มีอาการตาแพ้แสงหรือสู้แสงไม่ได้อย่างรุนแรง
  • ตาอักเสบแดงร่วมกับมีไข้
  • อาการไม่ทุเลาลงแม้จะดูแลรักษาตัวเองในเบื้องต้นแล้ว
  • มีสารคัดหลั่งหรือขี้ตาออกมาในปริมาณมากผิดปกติ

หากปล่อยอาการเยื่อตาอักเสบเหล่านี้ทิ้งไว้ เชื้ออาจลุกลามเข้าสู่กระจกตาจนเกิดภาวะกระจกตาอักเสบ (Keratitis) ทำให้การรักษาซับซ้อนและต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าปกติมาก


เยื่อบุตาอักเสบมีวิธีการรักษาอย่างไร?

ตาอักเสบแดง วิธีรักษา

เยื่อบุตาอักเสบ วิธีรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของการอักเสบ โดยแนวทางที่ใช้บ่อยได้แก่

  • การใช้ยา : เยื่อบุตาอักเสบ ใช้ยาอะไรขึ้นอยู่กับชนิดของโรค หากเป็นแบคทีเรียต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ทั้งแบบหยอดและป้าย แต่หากเป็นไวรัสจะใช้การหยอดน้ำตาเทียมเพื่อลดการระคายเคือง หรือใช้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานหากมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสงูสวัด
  • การประคบ : การประคบเย็นสามารถช่วยลดอาการบวมและคันได้ดีในกรณีที่เยื่อบุตาอักเสบเกิดจากภูมิแพ้ 
  • การดูแลสุขอนามัย : ควรเช็ดทำความสะอาดเปลือกตาด้วยสำลีชุบน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือวันละ 2-3 ครั้ง 
  • การพักผ่อนดวงตา : หลีกเลี่ยงการใช้สายตาหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ สวมแว่นกันแดดเมื่อต้องออกไปกลางแจ้ง และงดการใส่คอนแทคเลนส์ชั่วคราว 

แนวทางการป้องกันเป็นเยื่อบุตาอักเสบ 

การป้องกันเยื่อบุตาอักเสบและหนังตาอักเสบสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อเข้าสู่ดวงตา

  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาด
  • เปลี่ยนปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนเป็นประจำ
  • ทำความสะอาดคอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธี 
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบ เช่น ฝุ่น ควัน สารเคมี หรือสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ
  • ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว เครื่องสำอาง หรือยาหยอดตา
  • หลีกเลี่ยงการขยี้ตา เพราะมือเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคที่อาจนำไปสู่ภาวะหัวตาอักเสบ หรือการติดเชื้อในเยื่อบุตาได้

เยื่อบุตาอักเสบ อาการระคายเคืองตาที่หายได้ หากได้รับการดูแลที่ดี

เยื่อบุตาอักเสบเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือภูมิแพ้ โดยผู้ป่วยมักมีอาการตาอักเสบ เคืองตา ตาแดง หรือมีขี้ตา แม้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่ภาวะที่รุนแรง แต่หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดตา การมองเห็นลดลง หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตา

หากต้องการตรวจวินิจฉัยหรือรับคำแนะนำเกี่ยวกับโรคตา สามารถเข้ารับบริการได้ที่ โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ ซึ่งมีทีมจักษุแพทย์ที่พร้อมให้การดูแลอย่างเหมาะสมด้วยเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดีกว่า

ช่องทางติดต่อ


References

Bacterial Conjunctivitis (Pink Eye). (n.d.). Prevent Blindness. https://preventblindness.org/bacterial-conjunctivitis-pink-eye/

Mayo Clinic Staff. (2025, January 10). Pink eye (conjunctivitis). Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/pink-eye/symptoms-causes/syc-20376355


คำถามที่พบบ่อย

เยื่อบุตาอักเสบนานแค่ไหนกว่าจะหาย?

เยื่อบุตาอักเสบกี่วันหาย? โดยทั่วไปมักใช้เวลาประมาณ 7–14 วัน หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม 

ตาแดงกับเยื่อบุตาอักเสบเหมือนกันไหม?

จริง ๆ แล้วโรคตาแดงกับเยื่อบุตาอักเสบคืออันเดียวกัน โดยเป็นภาวะที่มีการอักเสบของเยื่อบุตาขาว จนทำให้เห็นตาเป็นสีแดงชัดเจน

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ