บทความสุขภาพ

การตรวจและป้องกันมะเร็งเต้านม

บทความโดย: วันที่อัพเดท: 26 มีนาคม 2567



HIGHLIGHTS:
 

  • คนเอเชียช่วงอายุ 40-60 ปี ตรวจพบมะเร็งเต้านมมากกว่าชาวตะวันตก
  • การตรวจเต้านมด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม (Digital Mammogram) สามารถลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้ถึง 30% ในกลุ่มผู้หญิงวัย 40 ปีขึ้นไป
  • ความผิดปกติในรหัสพันธุกรรมของยีน BRCA ซึ่งสามารถถ่ายทอดสู่ลูกได้ทั้งจากบิดาและมารดา เพิ่มความเสี่ยงให้ลูกสาวเป็นมะเร็งเต้านมเกือบร้อยละ 90 และมะเร็งรังไข่ร้อยละ 50


ปัจจุบันพบว่ามะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศหญิง และยังไม่มีวัคซีนป้องกันเหมือนมะเร็งปากมดลูก วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดในขณะนี้จึงเป็นการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาสุขภาพของตนเองให้ปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยวิธีการป้องกันและการคัดกรองความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมที่ผู้หญิงทุกคนควรทราบมีดังนี้
 

วิธีการ ช่วงอายุที่แนะนำ ความถี่ในการตรวจ ผู้ควรเข้ารับการตรวจ
การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ประมาณเดือนละ 1 ครั้ง และตรวจเป็นประจำทุกเดือน ผู้หญิงทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป
การตรวจพันธุกรรม BRCA อายุมากกว่า 30 ปี ผู้หญิงที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม หรือเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน
การตรวจอัลตราซาวด์ น้อยกว่า 40 ปี 1-2 ครั้งต่อปี
– ผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี โดยเฉพาะผู้ที่
      • ชาวเอเชียที่มีเนื้อเต้านมค่อนข้างแน่นมากกว่าชาวตะวันตก
      • พบความผิดปกติ เมื่อทำการตรวจโดยแพทย์หรือการตรวจแมมโมแกรม
      • หญิงมีครรภ์ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการได้รับรังสี
การตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป 1-2 ครั้งต่อปี
– ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่
      • มีลูกหลังอายุ 30 ปี
      • เริ่มมีประจำเดือนเร็ว (ตั้งแต่อายุ 12 ปี)
      • หมดประจำเดือนช้า (หลังอายุ 65 ปี)
      • ไม่มีบุตร
      • ได้รับฮอร์โมน หรือยาคุมกำเนิดมาเป็นเวลานาน
      • เคยมีประวัติฉายแสงบริเวณเต้านม


การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง (Breast Self-Examination)
 

ควรเริ่มตรวจเต้านมด้วยตนเองตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป โดยตรวจเป็นประจำทุกเดือน เวลาที่เหมาะสมคือช่วงหลังหมดประจำเดือนแล้ว 7-10 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่เต้านมไม่มีการคัดตึงแล้ว ความผิดพลาดจะน้อยลง โดยเริ่มจากการยืนหน้ากระจก เพื่อดูความผิดปกติของเต้านมในท่าห้อยแขน ยกแขน และเอามือเท้าสะเอว อย่าลืมใช้นิ้วมือรีดบริเวณฐานนมไปหาหัวนมเพื่อดูว่ามีสิ่งคัดหลั่งที่ผิดปกติไหลออกมาจากหัวนมหรือไม่ จากนั้นจึงใช้ส่วนปลายของฝ่านิ้วมือ 3 นิ้ว คือ ชี้ กลาง นาง กดคลำและคลึงให้ทั่วเต้านม ในท่านอน และท่ายืน (แนะนำให้ใช้สบู่หรือโลชั่นช่วย เพื่อให้การคลึงและคลำทำได้สะดวกขึ้น)
 

สิ่งที่ควรสังเกต

ขนาด ลักษณะ รูปร่างของผิวและสีผิวเต้านม หากพบสิ่งผิดปกติดังต่อไปนี้ให้รีบปรึกษาแพทย์

 

  • มีก้อนนูน
  • บวม แดง ร้อน
  • ขนาดหรือรูปร่างเต้านมผิดปกติ
  • มีการบุ๋มหรือบอดของหัวนม (หากเดิมไม่บุ๋ม) หรือผิวของเต้านมลักษณะคล้ายเปลือกส้ม
  • ผื่น สะเก็ด หรือคันบริเวณหัวนม
  • น้ำผิดปกติไหลจากหัวนมเช่น สีเลือด หรือสีขุ่นคล้ายหนอง


หลักการตรวจเต้านมด้วยตัวเอง

ใช้สัมผัสของปลายนิ้ว 3 นิ้วคือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง โดยสัมผัสเป็นวงกลมและเคลื่อนไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องยกนิ้วมือสัมผัสขึ้นจากผิวของเต้านม และการคลำหรือคลึงต้องทำให้ได้ทุกพื้นที่ของเต้านม รวมถึงบริเวณหางนม (บริเวณระหว่างช่วงหัวนมถึงไหล่ข้างนั้น) และบริเวณรักแร้ การคลำอาจจะทำได้หลายรูปแบบด้วยกันเช่น เป็นรูปวงกลมก้นหอย รูปซิกแซกขึ้นลง หรือรูปรัศมีพระอาทิตย์ เมื่อตรวจเต้านมข้างดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ให้ทำการตรวจเช่นเดียวกันในเต้านมอีกข้าง หากสัมผัสได้ก้อนหรือไม่แน่ใจว่าเป็นก้อนอย่าลังเลที่จะไปพบหรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การตรวจดิจิตอลแมมโมแกรม (Digital Mammogram)

ควรเริ่มทำเมื่ออายุ 35 ปี และควรตรวจทุก 1-2 ปี เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป การตรวจเต้านมด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม หรือ ดิจิตอลแมมโมกราฟฟี่นั้นเป็นเทคโนโลยีแบบใหม่ ที่ถ่ายภาพและเก็บรักษาภาพไว้ในฐานข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้แพทย์สามารถอ่านผลได้สะดวก และตรวจพบมะเร็งได้ง่ายขึ้นด้วยความสว่างและคมชัดของภาพ เมื่อแพทย์พบจุดที่น่าสงสัยหรือสังเกตเห็นความผิดปกติก็สามารถขยายภาพให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถตรวจหาความผิดปกติได้แต่เนิ่นๆ เนื่องจากสามารถเห็นเงาการเกาะตัวของแคลเซียมในเต้านมได้ชัดเจนกว่าการตรวจแบบเดิม ยิ่งไปกว่านั้น การตรวจด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้รับการตรวจที่มีเนื้อเยื้อเต้านมลักษณะเฉพาะ ซึ่งอาจดูกลมกลืนกับเนื้อร้ายได้ จึงทำให้ตรวจพบความเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่มะเร็งเต้านมได้เร็วยิ่งขึ้น และพบว่าการตรวจเต้านมด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม (Digital Mammogram) ในกลุ่มผู้หญิงวัย 40 ปีขึ้นไปสามารถลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้ถึง 30%

ข้อดีของการเอ็กซเรย์เต้านม โดยใช้เครื่องดิจิตอลแมมโมแกรม

 

  • การตรวจดิจิตอลแมมโมแกรมใช้เครื่องเอ็กซเรย์ที่มีปริมาณรังสีค่อนข้างต่ำและน้อยกว่ารังสีเอ็กซเรย์ทั่วๆ ไป
  • สามารถที่จะค้นหาลักษณะเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ หรือหินปูนได้ละเอียดและชัดเจน ตั้งแต่ขนาดเพียง 0.1-1 ซม. ดังนั้นจึงทำให้สามารถค้นพบได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มของมะเร็ง  และดีกว่าการเอกซเรย์เต้านมด้วยเครื่องแบบเดิมๆ
  • สามารถปรับความคมชัดของฟิล์มได้โดยที่ไม่ต้องถ่ายใหม่ ทำให้สามารถลดอัตราการกลับมาทำและรับรังสีซ้ำ
  • เป็นการตรวจที่ปลอดภัย และไม่ส่งผลอันตรายใดๆ ต่อเต้านม

การเตรียมตัวก่อนตรวจแมมโมแกรม (mammogram)
 

  • งดการทาแป้ง โลชั่น หรือฉีดน้ำหอมบริเวณหน้าอก เต้านม และรักแร้ เพราะจะมีผลต่อภาพแมมโมแกรม
  • ควรนำฟิล์มเก่ามาเปรียบเทียบด้วยเสมอ เพื่อให้แพทย์สามารถเปรียบเทียบความผิดปกติที่เกิดขึ้นใหม่ได้
  • ควรตรวจแมมโมแกรมในช่วงที่ไม่เจ็บหรือคัดเต้านม โดยช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการตรวจแมมโมแกรม คือ 7-14 วันหลังหมดประจำเดือน เพราะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายเริ่มลดลง ทำให้เต้านมไม่คัดตึง ทำให้เวลาตรวจแมมโมแกรมจะเจ็บน้อยกว่า
  • ไม่จำเป็นต้องงดน้ำงดอาหาร
  • กรณีที่เคยผ่าตัดเสริมเต้านม ควรบอกแพทย์หรือเจ้าหน้าที่เทคนิคทุกครั้ง เพื่อการตรวจอย่างเหมาะสม
  • ไม่ควรสวมเครื่องประดับที่หูหรือคอ

การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound)

การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เป็นการตรวจโดยการส่งคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปในเนื้อเต้านม เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับเนื้อเยื่อต่างๆ จะสะท้อนกลับขึ้นมาที่เครื่องตรวจ ทำให้สามารถตรวจจับความแตกต่างของเนื้อเยื่อปกติกับก้อนในเต้านมได้ และยังสามารถตรวจสอบได้ว่าก้อนในเต้านมนั้นมีองค์ประกอบเป็นน้ำ หรือเป็นก้อนเนื้อ ในกรณีที่เป็นน้ำก็ค่อนข้างจะสบายใจเพราะไม่เหมือนมะเร็ง แต่หากเป็นก้อนเนื้อ อัลตราซาวด์ จะช่วยบอกว่าก้อนเนื้อนั้นมีขอบเขตที่ดูเรียบร้อย หรือดูค่อนไปทางเป็นเนื้อร้ายมากน้อยเพียงใด
หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องตรวจอัลตราซาวด์ร่วมด้วย เป็นเพราะว่าคนไทยหรือชาวเอเชียส่วนใหญ่มีเนื้อเต้านมค่อนข้างแน่น (Dense breast) กว่าชาวตะวันตก หากมีก้อนเนื้อหรือความผิดปกติใดๆ ก็มีโอกาสถูกบดบังจากภาพแมมโมแกรม และการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ยังสามารถเห็นรอยโรคขนาดเล็ก 2-3 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยในการตรวจหาความผิดปกติได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่าการตรวจแมมโมแกรมเพียงอย่างเดียวมีผลลบลวง (false negative) ซึ่งหมายความว่า ผู้ป่วยเป็นมะเร็งแต่มองไม่เห็นจากแมมโมแกรม 4-34 % แต่เมื่อทำการตรวจอัลตราซาวด์ร่วมด้วย จะทำให้ผลลบลวงลดเหลือ 2-3 % เท่านั้น

การตรวจพันธุกรรม BRCA

พบว่า สาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งเต้านมเกิดจากความผิดปกติในรหัสพันธุกรรมของยีน BRCA ซึ่งสามารถถ่ายทอดสู่ลูกได้ทั้งจากบิดาหรือมารดา ผู้ที่ได้รับยีนที่ผิดปกตินี้จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมเกือบร้อยละ 90 และยังมีแนวโน้มเป็นมะเร็งรังไข่ถึงร้อยละ 50 หากตรวจแล้วพบได้ว่าตนเองมีความผิดปกติในพันธุกรรมก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาวิธีป้องกันการเป็นมะเร็งข้างต้นได้ก่อนที่จะมีอาการ

บทความและสุขภาพอื่นที่น่าสนใจ
pdpa-icon

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ แสดงเนื้อหาให้ตรงกับความสนใจ รวมถึงเพื่อวิเคราะห์การเข้าใช้งานเว็บไซต์และทำความเข้าใจว่าผู้ใช้งานมาจากที่ใด คุณสามารถเลือกตั้งค่าความยินยอมการใช้คุกกี้ได้ นโยบายความเป็นส่วนตัว​ (Privacy Policy)​